A A A A A

ชีวิต: [ความมั่งคั่ง]

๑ ทิโมธี ๖:๑๗-๑๙
[๑๗] จงกำชับบรรดาผู้ร่ำรวยในโลกปัจจุบันนี้ไม่ให้หยิ่งทะนงหรือฝากความหวังไว้กับทรัพย์สมบัติซึ่งไม่จีรังยั่งยืน แต่จงหวังใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งให้เราอย่างบริบูรณ์เพื่อความเบิกบานใจของเรา[๑๘] จงกำชับเขาเหล่านั้นให้ทำดี ร่ำรวยในการทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เต็มใจแบ่งปัน[๑๙] การทำเช่นนี้จะเป็นการสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้ตนเอง เป็นรากฐานมั่นคงสำหรับยุคหน้า เพื่อเขาจะได้รับชีวิตอันเป็นชีวิตแท้

ลูกา ๑๙:๑-๑๐
[๑] พระเยซูเสด็จเข้าเมืองเยรีโค ขณะกำลังผ่านไป[๒] ชายคนหนึ่งที่นั่นชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษีผู้ร่ำรวย[๓] เขาอยากเห็นว่าพระเยซูเป็นใคร แต่มองไม่เห็นเนื่องจากเขาเตี้ยและเพราะคนแน่นมาก[๔] เขาจึงวิ่งขึ้นหน้าแล้วปีนขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อดักมองพระองค์ เพราะพระเยซูกำลังเสด็จไปทางนั้น[๕] เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น ทรงแหงนพระพักตร์แล้วตรัสกับเขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย รีบลงมาเถิด วันนี้เราต้องพักที่บ้านท่าน”[๖] เขาจึงลงมาทันที และต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี[๗] คนทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เริ่มบ่นพึมพำกันว่า “พระองค์ไปเป็นแขกของ ‘คนบาป’ ”[๘] แต่ศักเคียสยืนขึ้นทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “พระองค์เจ้าข้า ดูเถิด! ที่นี่เวลานี้ ข้าพระองค์ขอยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนยากจน และหากข้าพระองค์ได้โกงอะไรใคร จะใช้คืนให้สี่เท่า”[๙] พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว เพราะชายผู้นี้ก็เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย[๑๐] เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อเสาะหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปให้รอด”

มาระโก ๔:๑๙
แต่ถูกความพะวักพะวนในชีวิตนี้ ความหลอกลวงของทรัพย์สมบัติ และความอยากได้ใคร่มีในสิ่งต่างๆ เข้ามารัดพระวจนะนั้นทำให้ไม่เกิดผล

ลูกา ๑๘:๑๘-๓๐
[๑๘] ขุนนางคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรบ้างจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?”[๑๙] พระเยซูตรัสตอบว่า “ทำไมท่านจึงบอกว่าเราประเสริฐ? นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครอื่นที่ประเสริฐ[๒๐] ท่านก็รู้บทบัญญัติที่ว่า ‘อย่าล่วงประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า’ ”[๒๑] เขาทูลว่า “ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าถือปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก”[๒๒] เมื่อพระเยซูทรงได้ยินดังนั้น ก็ตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง จงขายทุกสิ่งที่มีและแจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ จากนั้นจงตามเรามา”[๒๓] เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็เศร้าสลด เพราะเขาร่ำรวยมาก[๒๔] พระเยซูทรงมองดูเขาและตรัสว่า “ยากนักที่คนรวยจะเข้าอาณาจักรของพระเจ้า![๒๕] อันที่จริง ให้อูฐลอดรูเข็มยังง่ายกว่าที่คนรวยจะเข้าอาณาจักรของพระเจ้า”[๒๖] บรรดาผู้ที่ได้ฟังเช่นนี้ทูลถามว่า “ถ้าเช่นนั้น ใครจะรอดได้?”[๒๗] พระเยซูตรัสตอบว่า “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ เป็นไปได้สำหรับพระเจ้า”[๒๘] เปโตรทูลว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ละทุกสิ่งที่มีมาติดตามพระองค์!”[๒๙] พระเยซูตรัสแก่พวกเขาว่า “เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า ไม่มีผู้ใดที่ละทิ้งบ้านเรือน หรือภรรยา หรือพี่น้อง หรือบิดามารดา หรือลูกๆ เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า[๓๐] แล้วจะไม่ได้รับผลตอบแทนหลายเท่าในยุคนี้ และชีวิตนิรันดร์ในยุคหน้า”

วิวรณ์ ๓:๑๗
เจ้ากล่าวว่า ‘ข้าร่ำรวย ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย และไม่ขัดสนสิ่งใดเลย’ แต่เจ้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนน่าสังเวชน่าสงสาร ยากไร้ ตาบอด และเปลือยกายอยู่

ลูกา ๑๖:๑-๓
[๑] พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “มีเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งผู้ดูแลของเขาถูกกล่าวหาว่าผลาญทรัพย์สินของเขา[๒] เขาจึงเรียกคนนั้นมา ถามว่า ‘จะว่าอย่างไรในสิ่งที่เราได้ยินมาเกี่ยวกับเจ้า? จงส่งบัญชีที่เจ้าดูแลมา เพราะเจ้าจะเป็นผู้ดูแลไม่ได้อีกต่อไป’[๓] “ผู้ดูแลนั้นคิดในใจว่า ‘จะทำอย่างไรดี? นายจะปลดเราออกจากงาน จะไปขุดดินก็ไม่มีแรง จะไปขอทานก็อายเขา

มาระโก ๑๒:๔๓-๔๔
[๔๓] พระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกมาและตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าหญิงม่ายยากจนคนนี้ถวายเข้าคลังพระวิหารมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด[๔๔] เพราะพวกเขาทั้งปวงล้วนเอาส่วนหนึ่งจากความมั่งคั่งของเขามาถวาย แต่หญิงม่ายนี้ทั้งที่ยากจนก็ยังเอาทุกสิ่ง คือทั้งหมดที่นางมีไว้เลี้ยงชีพมาถวาย”

ลูกา ๑๙:๑-๒๗
[๑] พระเยซูเสด็จเข้าเมืองเยรีโค ขณะกำลังผ่านไป[๒] ชายคนหนึ่งที่นั่นชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษีผู้ร่ำรวย[๓] เขาอยากเห็นว่าพระเยซูเป็นใคร แต่มองไม่เห็นเนื่องจากเขาเตี้ยและเพราะคนแน่นมาก[๔] เขาจึงวิ่งขึ้นหน้าแล้วปีนขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อดักมองพระองค์ เพราะพระเยซูกำลังเสด็จไปทางนั้น[๕] เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น ทรงแหงนพระพักตร์แล้วตรัสกับเขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย รีบลงมาเถิด วันนี้เราต้องพักที่บ้านท่าน”[๖] เขาจึงลงมาทันที และต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี[๗] คนทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เริ่มบ่นพึมพำกันว่า “พระองค์ไปเป็นแขกของ ‘คนบาป’ ”[๘] แต่ศักเคียสยืนขึ้นทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “พระองค์เจ้าข้า ดูเถิด! ที่นี่เวลานี้ ข้าพระองค์ขอยกทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แก่คนยากจน และหากข้าพระองค์ได้โกงอะไรใคร จะใช้คืนให้สี่เท่า”[๙] พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว เพราะชายผู้นี้ก็เป็นบุตรของอับราฮัมด้วย[๑๐] เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อเสาะหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปให้รอด”[๑๑] ขณะคนทั้งหลายกำลังฟังอยู่ พระองค์ตรัสคำอุปมาต่อไป เนื่องจากพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และผู้คนคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏทันที[๑๒] พระองค์ตรัสว่า “ชายคนหนึ่งในราชตระกูลไปแดนไกลเพื่อรับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ แล้วจะกลับมา[๑๓] เขาจึงเรียกคนรับใช้สิบคนมามอบเงินให้คนละหนึ่งมินา และสั่งว่า ‘จงนำเงินนี้ไปประกอบกิจการจนกว่าเราจะกลับมา’[๑๔] “แต่คนในปกครองของเขาเกลียดชังเขา พวกเขาจึงส่งทูตตามหลังเขาไปแจ้งว่า ‘เราไม่ต้องการให้ชายผู้นี้มาเป็นกษัตริย์ปกครองเรา’[๑๕] “อย่างไรก็ตามเขาผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์และได้กลับมาบ้าน แล้วเขาให้ไปตามคนรับใช้ที่เขามอบเงินให้นั้นมาพบ เพื่อดูว่าพวกเขาทำกำไรมาได้เท่าใด[๑๖] “คนแรกมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท เงินหนึ่งมินาของพระองค์ได้กำไรมาอีกสิบมินา’[๑๗] “เจ้านายตรัสว่า ‘ดีมาก คนรับใช้ที่ดีของเรา! เพราะเจ้าซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ในสิ่งเล็กน้อย จงดูแลสิบเมืองเถิด’[๑๘] “คนที่สองมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท เงินหนึ่งมินาของพระองค์ได้กำไรมาอีกห้ามินา’[๑๙] “เจ้านายตรัสตอบว่า ‘ให้เจ้าดูแลห้าเมือง’[๒๐] “จากนั้นคนรับใช้อีกคนมาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท นี่คือเงินหนึ่งมินาของพระองค์ ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้[๒๑] ข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท เพราะฝ่าพระบาทเป็นคนไร้ความปรานี ยึดเอาสิ่งที่ไม่ได้ให้ไว้ และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่ได้หว่าน’[๒๒] “เจ้านายตรัสตอบว่า ‘เจ้าคนรับใช้ชั่วช้า! เราจะตัดสินโทษเจ้าจากคำพูดของเจ้าเอง เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเราเป็นคนไร้ความปรานี ยึดเอาสิ่งที่ไม่ได้ให้ไว้และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่ได้หว่าน?[๒๓] ก็แล้วทำไมไม่นำเงินไปฝากไว้ เพื่อว่าเมื่อเรากลับมาจะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย?’[๒๔] “แล้วเขาก็สั่งคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า ‘จงเอาเงินมินานั้นไปจากเขาและมอบให้แก่คนที่มีสิบมินา’[๒๕] “พวกเขาทูลว่า ‘ข้าแต่ฝ่าพระบาท คนนั้นมีอยู่ตั้งสิบมินาแล้ว!’[๒๖] “เขาตอบว่า ‘เราบอกพวกเจ้าว่า ทุกคนที่มีจะได้รับมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มี แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกยึดไป[๒๗] สำหรับเหล่าศัตรูที่ไม่ต้องการให้เราเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขานั้น จงนำตัวมาที่นี่และฆ่าต่อหน้าเรา’ ”

ลูกา ๑๘:๒๒-๒๓
[๒๒] เมื่อพระเยซูทรงได้ยินดังนั้น ก็ตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง จงขายทุกสิ่งที่มีและแจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ จากนั้นจงตามเรามา”[๒๓] เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็เศร้าสลด เพราะเขาร่ำรวยมาก

มาระโก ๑๒:๔๑-๔๔
[๔๑] พระเยซูประทับอยู่ตรงหน้าที่รับเงินถวายของพระวิหาร ทรงเฝ้าดูฝูงชนนำเงินมาใส่ คนรวยหลายคนเอาเงินจำนวนมากมาเทลงไป[๔๒] แต่หญิงม่ายยากจนคนหนึ่งเอาเหรียญสองเหรียญ มูลค่าแค่เศษเสี้ยวสตางค์ มาถวาย[๔๓] พระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกมาและตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าหญิงม่ายยากจนคนนี้ถวายเข้าคลังพระวิหารมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด[๔๔] เพราะพวกเขาทั้งปวงล้วนเอาส่วนหนึ่งจากความมั่งคั่งของเขามาถวาย แต่หญิงม่ายนี้ทั้งที่ยากจนก็ยังเอาทุกสิ่ง คือทั้งหมดที่นางมีไว้เลี้ยงชีพมาถวาย”

มัทธิว ๒๕:๑๔-๓๐
[๑๔] “และอาณาจักรสวรรค์ยังเปรียบเหมือนชายคนหนึ่งจะออกเดินทาง จึงเรียกคนรับใช้มามอบหมายทรัพย์สินให้ดูแล[๑๕] เขาให้เงินคนหนึ่งห้าตะลันต์ คนหนึ่งสองตะลันต์และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคนแล้วเขาก็ไป[๑๖] คนที่ได้รับห้าตะลันต์นำเงินไปลงทุนทันทีและได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์[๑๗] คนที่รับสองตะลันต์ก็เช่นกันได้กำไรมาอีกสองตะลันต์[๑๘] ส่วนคนที่ได้รับตะลันต์เดียวไปขุดหลุมเอาเงินของนายซ่อนไว้[๑๙] “อีกนานหลังจากนั้นนายก็กลับมาและสะสางบัญชีกับคนรับใช้[๒๐] คนที่ได้รับห้าตะลันต์นำอีกห้าตะลันต์มาเรียนว่า ‘นายเจ้าข้า! ท่านให้ไว้ห้าตะลันต์ ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์’[๒๑] “เจ้านายของเขาตอบว่า ‘ดีมาก เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและสัตย์ซื่อ! เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก มาร่วมยินดีในความสุขกับนายของเจ้าเถิด!’[๒๒] “คนที่ได้รับสองตะลันต์ก็มาเรียนว่า ‘นายเจ้าข้า ท่านให้ไว้สองตะลันต์ ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์’[๒๓] “เจ้านายของเขาตอบว่า ‘ดีมาก เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและสัตย์ซื่อ! เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก มาร่วมยินดีในความสุขกับนายของเจ้าเถิด!’[๒๔] “แล้วคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาเรียนว่า ‘นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเป็นคนใจแข็งซึ่งเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้เพาะปลูกและรวบรวมผลที่ท่านไม่ได้หว่าน[๒๕] ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินไปซ่อนไว้ในดิน ดูเถิด นี่คือเงินของท่าน’[๒๖] “เจ้านายของเขาตอบว่า ‘ไอ้บ่าวเลวแสนขี้เกียจ! เจ้าก็รู้ว่าเราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่ได้เพาะปลูกและรวบรวมผลที่เราไม่ได้หว่าน[๒๗] เช่นนั้นแล้วก็น่าจะเอาเงินของเราไปฝากธนาคารไว้ เพื่อเวลาที่เรากลับมา เราจะได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย[๒๘] “ ‘จงริบเงินหนึ่งตะลันต์นี้ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์[๒๙] เพราะทุกคนที่มีจะได้รับเพิ่มและเขาจะมีเหลือเฟือ ส่วนผู้ที่ไม่มี แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกริบไปจากเขา[๓๐] โยนไอ้บ่าวไร้ค่าคนนั้นออกไปที่มืดข้างนอกที่ซึ่งจะมีการร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’

มัทธิว ๑๓:๒๒
เมล็ดพืชที่ตกกลางพงหนามคือผู้ที่ได้ยินพระวจนะแต่ถูกความพะวักพะวนในชีวิตนี้ และความหลอกลวงของทรัพย์สมบัติรัดเสียทำให้ไม่เกิดผล

สุภาษิต ๑๓:๒๒
คนดีทิ้งมรดกไว้ให้ลูกหลาน แต่คนบาปสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้คนชอบธรรม

สุภาษิต ๓:๙-๑๐
[๙] จงถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยทรัพย์สมบัติของเจ้า ด้วยผลแรกจากผลผลิตทั้งปวงของเจ้า[๑๐] แล้วยุ้งฉางของเจ้าจะเต็มล้น และถังของเจ้าจะเปี่ยมล้นด้วยเหล้าองุ่นใหม่

สุภาษิต ๑๐:๔
มือที่เกียจคร้านทำให้ยากจน ส่วนมือที่ขยันหมั่นเพียรทำให้มั่งคั่ง

สุภาษิต ๑๘:๑๑
ทรัพย์สมบัติของคนรวยเป็นเมืองป้อมปราการของเขา เขาคิดว่ามันเป็นกำแพงสูงที่ไม่มีใครข้ามได้

โฮเชยา ๑๒:๘
เอฟราอิมโอ้อวดว่า “เราร่ำรวยมากและกลายเป็นเศรษฐี ด้วยทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเรา พวกเขาจะไม่พบความชั่วช้าหรือบาปใดๆ ในเราเลย”

เศคาริยาห์ ๑๔:๑๔
ชาวยูดาห์ก็จะไปสู้รบที่เยรูซาเล็มด้วย พวกเขาจะเก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติของทุกชนชาติที่อยู่รายรอบ ได้ทั้งเงินทองและเสื้อผ้ามากมาย

ปัญญาจารย์ ๕:๑๙
ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระเจ้าประทานทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งให้ พระองค์ก็ทรงกระทำให้เขาชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้น ให้รับส่วนของตนและเป็นสุขในงานของตนได้ นี่เป็นของขวัญของพระเจ้า

ปัญญาจารย์ ๖:๒
คือพระเจ้าประทานความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ และเกียรติแก่บางคน จนเขามีทุกสิ่งที่ใจปรารถนา แต่พระเจ้าไม่ได้ให้เขาชื่นชมสิ่งเหล่านั้น กลับมีคนแปลกหน้ามาชื่นชมแทน นี่ก็อนิจจัง เป็นความเลวร้ายที่น่าสลดใจ

เฉลยธรรมบัญญัติ ๘:๑๘
แต่จงระลึกว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านคือผู้ประทานความสามารถที่ทำให้ท่านมั่งมี เป็นการยืนยันพันธสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษของท่านดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

สุภาษิต ๑๐:๒๒
พระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้านำความมั่งคั่งมาให้ และไม่ได้ทรงแถมความทุกข์ร้อนมาด้วย

สดุดี ๓๗:๑๖-๑๗
[๑๖] สิ่งเล็กน้อยที่คนชอบธรรมมีอยู่ ก็ดีกว่าความมั่งคั่งของคนชั่วร้าย[๑๗] เพราะอำนาจของคนชั่วจะถูกขจัดไป แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเชิดชูผู้ชอบธรรม

สุภาษิต ๑๕:๑๖-๑๗
[๑๖] มีน้อยแต่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า ดีกว่ามีมากแต่เดือดร้อนวุ่นวาย[๑๗] ได้กินผักนิดเดียวในที่ซึ่งมีความรัก ดีกว่ากินเนื้อวัวขุนพร้อมกับความเกลียดชัง

เฉลยธรรมบัญญัติ ๘:๑๗-๑๘
[๑๗] ท่านอาจจะบอกตัวเองว่า “เรามั่งมีขึ้นมาด้วยกำลังและอำนาจของเราเอง”[๑๘] แต่จงระลึกว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านคือผู้ประทานความสามารถที่ทำให้ท่านมั่งมี เป็นการยืนยันพันธสัญญาที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษของท่านดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

สุภาษิต ๑๐:๑๕
ความมั่งคั่งของคนรวยเป็นเหมือนป้อมปราการของเขา ส่วนความยากจนเป็นหายนะของคนจน

สดุดี ๓๙:๔-๖
[๔] “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงให้ข้าพระองค์เห็นบั้นปลายของชีวิต ขอให้รู้ว่าวันเวลาของข้าพระองค์มีจำนวนเท่าใด ขอให้ข้าพระองค์รู้ตัวว่าชีวิตของข้าพระองค์นั้นผ่านไปเร็วเพียงใด[๕] พระองค์ทรงทำให้วันคืนของข้าพระองค์สั้นแค่คืบ ชั่วชีวิตของข้าพระองค์ไม่มีค่าอะไรสำหรับพระองค์ ชีวิตแต่ละคนอยู่แค่ชั่วลมหายใจ เสลาห์[๖] มนุษย์เป็นแค่เงาแวบไปแวบมา วิ่งวุ่นทำโน่นทำนี่แต่ก็สูญเปล่า ทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้ไม่รู้ว่าใครจะได้ไป

ปัญญาจารย์ ๕:๘-๑๗
[๘] หากท่านเห็นคนจนในเมืองถูกข่มเหงรังแกและเห็นความยุติธรรมและสิทธิถูกละเลยในที่ใดก็ตาม อย่าฉงนสนเท่ห์เลย เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ที่อยู่เหนือเขาและเหนือกว่านั้นขึ้นไปก็ยังมีผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไปอีก[๙] ทุกคนฉวยเอาผลิตผลจากแผ่นดิน กษัตริย์เองทรงได้ประโยชน์จากเรือกสวนไร่นา[๑๐] ผู้รักเงินย่อมไม่อิ่มด้วยเงิน ผู้รักสมบัติไม่เคยอิ่มด้วยรายได้ นี่ก็อนิจจัง[๑๑] เมื่อมีข้าวของเพิ่มขึ้น ก็เพิ่มคนบริโภค คนที่เป็นเจ้าของจะได้ประโยชน์อะไร นอกจากชมเล่นเป็นขวัญตา?[๑๒] กรรมกรนอนหลับสบาย ไม่ว่าเขาได้กินมากหรือกินน้อย แต่ข้าวของเหลือเฟือของคนรวย ไม่ช่วยให้เขาหลับได้[๑๓] ข้าพเจ้าได้เห็นความเลวร้ายที่น่าสลดใจภายใต้ดวงอาทิตย์คือ ทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้จนเป็นภัยอันตรายแก่เจ้าของ[๑๔] หรือทรัพย์สมบัติสูญสิ้นไปเนื่องจากเคราะห์กรรมบางอย่าง จนไม่มีอะไรเหลือตกทอดให้ลูกหลาน[๑๕] คนเราเกิดมาจากท้องแม่ตัวเปล่าอย่างไรก็จะจากไปอย่างนั้น เขาไม่อาจหยิบฉวยผลงานจากการตรากตรำติดมือไปได้เลย[๑๖] นี่ก็เป็นความเลวร้ายที่น่าสลดใจด้วย คือคนเรามาอย่างไรก็จากไปอย่างนั้น แล้วเขาได้ประโยชน์อะไรเล่า ในเมื่อเขาตรากตรำไปอย่างลมๆ แล้งๆ?[๑๗] ตลอดชีวิตของเขา เขากินอยู่ในความมืดมน เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ความทุกข์ทรมานและความโกรธเคืองอย่างมาก

สดุดี ๔๙:๑๐-๒๐
[๑๐] เพราะทุกคนก็เห็นว่าคนมีปัญญาก็ตาย คนโง่และคนสิ้นคิดก็ย่อยยับเหมือนกัน และเขาทิ้งทรัพย์สมบัติของตนไว้ให้คนอื่น[๑๑] หลุมศพของเขาจะเป็นบ้านของเขา ตลอดกาล เป็นที่อาศัยตลอดทุกชั่วอายุ แม้พวกเขาได้ตั้งชื่อ ดินแดนตามชื่อของตัว[๑๒] แต่มนุษย์ไม่ว่าจะร่ำรวยสักปานใดก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป เขา เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ต้องจบชีวิตลง[๑๓] นี่แหละคือชะตากรรมของคนที่วางใจตัวเอง และของสาวกที่เห็นชอบกับคำสอนของเขา เสลาห์[๑๔] เขาเป็นเหมือนแกะที่ถูกกำหนดไว้สำหรับหลุมฝังศพ และความตายจะมากัดกินเขา ผู้เที่ยงธรรมจะปกครองเหนือพวกเขาในยามรุ่งอรุณ ร่างของเขาจะเน่าเปื่อยในหลุมศพ ห่างไกลจากคฤหาสน์อันโอ่อ่าของตน[๑๕] แต่พระเจ้าจะทรงไถ่ชีวิต ของข้าพเจ้าให้พ้นจากอำนาจของหลุมฝังศพ พระองค์จะทรงรับข้าพเจ้าไว้แน่นอน เสลาห์[๑๖] ไม่ต้องหวั่นวิตกเมื่อใครคนหนึ่งร่ำรวยขึ้น เมื่อบ้านของเขาโอ่อ่าตระการขึ้น[๑๗] เพราะเมื่อเขาตาย เขาเอาอะไรไปด้วยไม่ได้ ความเลิศหรูของเขาจะไม่ตามเขาลงไป[๑๘] แม้ขณะมีชีวิตอยู่เขาเรียกตัวเองว่าผู้เป็นสุข และผู้คนยกย่องในยามที่เขารุ่งโรจน์[๑๙] เขาจะไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา ผู้ซึ่งไม่เคยเห็นแสงแห่งชีวิต[๒๐] ผู้ที่มีทรัพย์สมบัติแต่ปราศจากความเข้าใจ ก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ต้องจบชีวิตลง

สดุดี ๕๒:๗
“นี่แหละนะ คนที่ไม่ได้ยึดพระเจ้าเป็นที่มั่น แต่พึ่งพาทรัพย์สมบัติมากมายของตน และเรืองอำนาจขึ้นมาโดยการทำลายล้างผู้อื่น!”

ปัญญาจารย์ ๕:๑๐
ผู้รักเงินย่อมไม่อิ่มด้วยเงิน ผู้รักสมบัติไม่เคยอิ่มด้วยรายได้ นี่ก็อนิจจัง

๒ พงศาวดาร ๑:๑๑-๑๒
[๑๑] พระเจ้าตรัสกับโซโลมอนว่า “ในเมื่อเจ้ามีใจปรารถนาเช่นนี้ และเจ้าไม่ได้ขอความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ หรือเกียรติ ไม่ได้ขอเอาชีวิตศัตรู และไม่ได้ขออายุยืนยาว แต่ขอสติปัญญาและความรอบรู้ เพื่อที่จะปกครองประชากรของเรา ซึ่งเราได้ตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์เหนือพวกเขา[๑๒] ฉะนั้นเราจะให้สติปัญญาและความรอบรู้ที่เจ้าขอไว้ และเราจะให้ทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่ง และเกียรติแก่เจ้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และจะไม่มีกษัตริย์องค์ใดเสมอเหมือนเจ้า”

๑ พงศ์กษัตริย์ ๓:๑๑-๑๓
[๑๑] ดังนั้นพระเจ้าจึงตรัสกับโซโลมอนว่า “เนื่องจากเจ้าขออย่างนี้ ไม่ได้ขอชีวิตยืนยาว หรือทรัพย์สมบัติสำหรับตัวเอง หรือชีวิตศัตรูของเจ้า แต่ขอให้มีความฉลาดหลักแหลมเพื่อผดุงความยุติธรรม[๑๒] เราจะให้ตามที่เจ้าขอ เราจะให้เจ้ามีสติปัญญาและความฉลาดหลัดแหลมอย่างที่ไม่เคยมี และจะไม่มีใครเสมอเหมือนเจ้า[๑๓] ยิ่งกว่านั้นเราจะให้สิ่งที่เจ้าไม่ได้ขออีกด้วย คือทรัพย์สมบัติและเกียรติ เพื่อที่จะไม่มีกษัตริย์องค์ใดเสมอเหมือนตลอดชีวิตของเจ้า

สุภาษิต ๒๘:๘
ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเพราะดอกเบี้ยจากคนจน จะตกมาอยู่ในมือของผู้ที่เมตตาคนจน

สดุดี ๑๑๒:๑-๓
[๑] จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ความสุขมีแก่ผู้ที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ปีติยินดีในพระบัญชาของพระองค์[๒] ลูกหลานของพวกเขาจะเกรียงไกรในดินแดน ผู้ชอบธรรมแต่ละชั่วอายุจะได้รับพระพร[๓] ความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติอยู่ในเรือนของเขา และความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่นิรันดร์

มัทธิว ๖:๓๓
แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย

มัทธิว ๖:๒๔
“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาย่อมเกลียดนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง หรือภักดีต่อนายคนหนึ่งและดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านจะรับใช้ทั้งพระเจ้าและเงินทองไม่ได้

สุภาษิต ๒๑:๕
แผนงานของคนขยันนำมาซึ่งผลกำไร เช่นเดียวกับที่ความรีบร้อนนำมาซึ่งความขัดสน

เฉลยธรรมบัญญัติ ๑๕:๑๑
จะมีคนจนในแผ่นดินเสมอ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกำชับให้ท่านเอื้อเฟื้อแก่พี่น้อง คนยากไร้ ผู้ขัดสนในดินแดนของท่าน

๑ โครินธ์ ๑๖:๒
ทุกวันต้นสัปดาห์ท่านแต่ละคนควรแยกเงินจำนวนหนึ่งตามความเหมาะสมกับรายได้ของตน เก็บสะสมเงินนี้ไว้เพื่อเมื่อข้าพเจ้ามาจะได้ไม่ต้องเรี่ยไร

๑ เปโตร ๕:๒
จงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของท่าน พวกท่านรับใช้ในฐานะผู้ปกครองดูแล ไม่ใช่เพราะท่านต้องทำแต่เพราะท่านเต็มใจทำตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านเป็น ไม่ใช่โลภเงินทองแต่กระตือรือร้นที่จะรับใช้

ลูกา ๑๖:๑๙-๓๑
[๑๙] “ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งสวมชุดสีม่วงและผ้าลินินเนื้อดี ใช้ชีวิตอย่างหรูหราทุกวัน[๒๐] ที่ประตูบ้านของเศรษฐีมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เขามีแผลเต็มตัวนอนอยู่[๒๑] และอยากกินอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี แม้แต่สุนัขก็มาเลียแผลของเขา[๒๒] “อยู่มาขอทานนั้นก็ตาย และเหล่าทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ข้างอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีก็ตายเช่นกัน และถูกฝังไว้[๒๓] เมื่ออยู่ในนรก ซึ่งทุกข์ทรมานมาก เศรษฐีแหงนมองเห็นอับราฮัมอยู่ไกลๆ มีลาซารัสเคียงข้าง[๒๔] จึงร้องบอกว่า ‘ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม สงสารข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดส่งลาซารัสมา ให้เขาเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำแตะลิ้นข้าพเจ้าให้เย็นลง เพราะข้าพเจ้าอยู่ในไฟนี้ทุกข์ทรมานเหลือเกิน’[๒๕] “แต่อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย จำได้ไหม ในชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้รับแต่สิ่งดีๆ ขณะที่ลาซารัสรับสิ่งเลวๆ แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับการปลอบประโลมอยู่นี่แล้ว ส่วนเจ้าทุกข์ทรมาน[๒๖] นอกจากนี้แล้ว ระหว่างเรากับเจ้ามีเหวใหญ่ขวางอยู่ ใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปหาเจ้าก็ไม่ได้ หรือจะข้ามจากที่โน่นมาหาเราก็ไม่ได้’[๒๗] “เขาจึงตอบว่า ‘ท่านบรรพบุรุษ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า[๒๘] เพราะข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาที่ทรมานนี้ด้วย’[๒๙] “อับราฮัมตอบว่า ‘พวกเขามีโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะอยู่แล้ว ก็ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’[๓๐] “เศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า ‘หามิได้ ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม แต่หากมีใครเป็นขึ้นจากตายไปหา เขาจะกลับใจ’[๓๑] “อับราฮัมกล่าวกับเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะ ต่อให้ใครเป็นขึ้นจากตาย เขาก็จะไม่ยอมเชื่อ’ ”

๑ ทิโมธี ๖:๑๐
เพราะการรักเงินเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละบางคนจึงเตลิดจากความเชื่อและทำให้ตัวเองต้องปวดร้าวด้วยความทุกข์โศกนานา

ลูกา ๖:๒๐
พระเยซูทอดพระเนตรเหล่าสาวกและตรัสว่า “ความสุขมีแก่ท่านผู้ขัดสน เพราะอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของท่านแล้ว

สุภาษิต ๒๒:๗
คนรวยปกครองคนจน ลูกหนี้ก็เป็นทาสของเจ้าหนี้

มัทธิว ๖:๑๙-๒๑
[๑๙] “อย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนในโลกที่ซึ่งแมลงและสนิมอาจทำลายได้และที่ซึ่งโจรอาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้[๒๐] แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนในสวรรค์ที่ซึ่งแมลงและสนิมไม่อาจทำลายได้และที่ซึ่งโจรไม่อาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้[๒๑] เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย

Thai Bible (TNCV) 2007
Thai New Contemporary Bible Copyright © 1999, 2001, 2007 by Biblica, Inc.®