A A A A A

พระเจ้า: [แผน]

สุภาษิต ๑๙:๒๑
ในใจของมนุษย์มีแผนงานมากมาย แต่พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะสำเร็จ

เยเรมีย์ ๒๙:๑๑
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนการเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรืองไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า

สุภาษิต ๑๕:๒๒
ขาดคำปรึกษาแผนงานต่างๆ ก็ล้มเหลว แต่มีที่ปรึกษาหลายคนทำให้ประสบผลสำเร็จ

สดุดี ๓๓:๑๑
แต่แผนการขององค์พระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนนิรันดร์ พระประสงค์ในพระทัยของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วอายุ

สุภาษิต ๑๖:๓
จงมอบการงานของเจ้าไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะทรงรับรองแผนงานของเจ้า

สุภาษิต 21:5
แผนงานของคนขยันนำมาซึ่งผลกำไร เช่นเดียวกับที่ความรีบร้อนนำมาซึ่งความขัดสน

สดุดี ๒๐:๔
ขอพระองค์ทรงประทานแก่ท่านตามใจปรารถนา และขอทรงทำให้แผนงานทั้งสิ้นของท่านสำเร็จ

สดุดี 33:10
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำให้แผนการของประชาชาติทั้งหลายล้มเหลวไป พระองค์ทรงทำให้เป้าหมายของพวกเขาสูญเปล่า

ลูกา ๑๔:๒๘
“สมมุติว่าใครในพวกท่านต้องการสร้างหอคอย เขาจะไม่นั่งลงประมาณค่าใช้จ่ายก่อนหรือว่ามีเงินพอจะสร้างให้เสร็จหรือไม่?

สุภาษิต ๑๖:๙
มนุษย์วางแผนงานอยู่ในใจ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดแต่ละย่างก้าวของเขา

โรม ๘:๒๘
และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

ฟีลิปปี ๑:๖
ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีในพวกท่านนั้นจะทรงสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์

อิสยาห์ 14:26-27
[26] นี่เป็นแผนการที่กำหนดไว้สำหรับโลกทั้งโลก นี่คือพระหัตถ์ซึ่งเงื้อขึ้นเหนือประชาชาติทั้งปวง[27] เพราะพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ได้ทรงกำหนดไว้ ใครเล่าจะพลิกผันได้? พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมา ใครเล่าจะทำให้พระองค์ทรงหดพระหัตถ์กลับไป?

ยอห์น ๖:๔๔
ไม่มีใครมาหาเราได้ นอกจากพระบิดาผู้ทรงส่งเรามานั้นทรงชักนำเขามาหาเรา และเราจะให้เขาเป็นขึ้นในวันสุดท้าย

สดุดี ๑๔๓:๘
ขอให้ข้าพระองค์เห็นความรักมั่นคงของพระองค์ในยามเช้า เพราะข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ ขอทรงสำแดงทางที่ข้าพระองค์ควรจะไป เพราะข้าพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระองค์จากใจ

สุภาษิต ๒๓:๔
อย่าตรากตรำจนอ่อนล้าเพียงเพื่อหวังร่ำรวย อย่าวางใจในความเฉลียวฉลาดของเจ้า

สดุดี ๙๐:๑๒
ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันคืนของตน เพื่อจะได้มีจิตใจที่กอปรด้วยสติปัญญา

สดุดี ๓:๓๑-๓๒
[๓๑] จิตวิญญาณของข้าพระองค์ทุกข์ระทมนัก อีกนานสักเท่าใด ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า อีกนานสักเท่าใด?[๓๒] ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงหันมาช่วยกู้ข้าพระองค์ด้วยเถิด ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นเพราะความรักมั่นคงของพระองค์

อิสยาห์ 46:3-11
[3] “วงศ์วานยาโคบเอ๋ย จงฟังเรา วงศ์วานอิสราเอลทั้งปวงที่ยังเหลือรอดชีวิตอยู่ ผู้ซึ่งเราได้อุ้มชูไว้ตั้งแต่ปฏิสนธิ และฟูมฟักมาตั้งแต่เจ้าเกิด[4] จนกระทั่งเจ้าเข้าสู่วัยชราผมหงอก เราคือผู้นั้น ผู้ซึ่งจะค้ำจุนเจ้า เราได้สร้างเจ้าและจะฟูมฟักเจ้า เราจะอุ้มชูและช่วยเจ้าให้รอด[5] “เจ้าจะเปรียบเราและถือว่าเราเท่าเทียมกับผู้ใด? เจ้าจะหาผู้ใดมาเทียบเราได้?[6] มีคนเททองคำออกมาจากถุง และชั่งเงินบนตาชั่ง เขาจ้างช่างทองให้ทำเทพเจ้าขึ้นมา แล้วเขาก็หมอบกราบนมัสการเทวรูปนั้น[7] เขายกมันขึ้นบนบ่าแบกไป เขาตั้งมันไว้ประจำที่ รูปนั้นก็อยู่ที่นั่น เพราะมันขยับเขยื้อนไม่ได้ แม้มีคนสวดอ้อนวอน มันก็ไม่ตอบ มันไม่สามารถช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้[8] “จงจำข้อนี้ไว้ จำฝังใจไม่ลืมเลือน จงจำใส่ใจ เจ้ากบฏทั้งหลาย[9] จงจดจำสิ่งต่างๆ แต่เดิมเมื่อนานมาแล้ว เราเป็นพระเจ้า ไม่มีพระอื่นใด เราเป็นพระเจ้า ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน[10] เราแจ้งอวสานตั้งแต่ตอนต้น แจ้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งโบราณ เราลั่นวาจาไว้ว่าความมุ่งหมายของเราจะคงอยู่ เราจะทำทุกสิ่งตามที่เห็นชอบ[11] เราจะเรียกนกล่าเหยื่อมาจากตะวันออก ชายคนหนึ่งผู้ทำให้ลุล่วงตามความมุ่งหมายของเราจะมาจากแดนไกลลิบ เราพูดอะไรไว้ เราจะทำให้เกิดขึ้น เราวางแผนอะไรไว้ เราจะทำตามแผนนั้น

ยอห์น 1:12-13
[12] ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า[13] คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า

วิวรณ์ 17:8
สัตว์ร้ายที่ท่านได้เห็นนั้น ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่ แต่บัดนี้ไม่มี มันจะขึ้นมาจากนรกขุมลึกและไปสู่ความพินาศของมัน ชาวโลกทั้งหลายซึ่งไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือแห่งชีวิตนับตั้งแต่ทรงสร้างโลกจะประหลาดใจเมื่อเห็นสัตว์ร้ายนี้ เพราะครั้งหนึ่งมันเคยมีชีวิตอยู่และบัดนี้ไม่มี แต่มันจะมาในอนาคต

อาโมส 3:7
แน่ทีเดียว พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตจะไม่ทรงกระทำสิ่งใด โดยไม่เปิดเผยแผนการของพระองค์ ให้บรรดาผู้เผยพระวจนะซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ได้รู้

ยากอบ 4:1-17
[1] อะไรคือต้นเหตุของการต่อสู้และการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกท่าน? สิ่งเหล่านี้มาจากตัณหาซึ่งขับเคี่ยวกันภายในท่านไม่ใช่หรือ?[2] ท่านอยากได้แต่ไม่ได้ ท่านฆ่าและละโมบของผู้อื่น ท่านไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการก็วิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้ทูลขอพระเจ้า[3] เมื่อท่านทูลขอท่านไม่ได้รับเพราะท่านขอด้วยแรงจูงใจผิดๆ เพื่อจะนำไปปรนเปรอตนเอง[4] พวกไม่ซื่อต่อพระเจ้า ท่านไม่รู้หรือว่าการเป็นมิตรกับโลกคือการเกลียดชังพระเจ้า? ผู้ใดเลือกที่จะเป็นมิตรกับโลกก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า[5] ท่านคิดหรือว่าพระคัมภีร์กล่าวอย่างไร้เหตุผลที่ว่า จิตวิญญาณซึ่งพระเจ้าทรงให้อยู่ในเรานั้นอยากให้เราเป็นของพระเจ้าเท่านั้น?[6] แต่พระองค์ประทานพระคุณแก่เรามากยิ่งกว่านั้นอีก ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”[7] ดังนั้นแล้วท่านจงยอมจำนนต่อพระเจ้า จงยืนหยัดต่อสู้กับมารและมันจะหนีไปจากท่าน[8] จงเข้ามาใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายจงล้างมือให้สะอาด คนสองใจจงชำระใจให้บริสุทธิ์[9] จงเศร้าเสียใจ คร่ำครวญและร้องไห้ จงเปลี่ยนจากหัวเราะเป็นร้องไห้ จากชื่นชมยินดีเป็นเศร้าหมอง[10] ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น[11] พี่น้องทั้งหลายอย่าใส่ร้ายกัน ผู้ใดกล่าวร้ายหรือตัดสินพี่น้องก็กล่าวร้ายและตัดสินบทบัญญัติ เมื่อท่านตัดสินบทบัญญัติ ท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัตินั้นแต่ตั้งตนเป็นผู้ตัดสิน[12] มีผู้ประทานบทบัญญัติและผู้พิพากษาเพียงผู้เดียวคือ พระองค์ผู้ทรงสามารถช่วยให้รอดและทำลายก็ได้ แต่ท่านคือใครเล่าที่จะตัดสินเพื่อนบ้านของท่าน?[13] ฟังเถิดท่านที่พูดว่า “ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้เราจะไปเมืองนั้นเมืองนี้ จะอยู่ที่นั่นหนึ่งปี ทำมาค้าขายได้กำไร”[14] ท่านไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตของท่านเป็นเช่นไร? ท่านเป็นเหมือนหมอกซึ่งปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็เลือนหาย[15] แทนที่จะกล่าวเช่นนั้นท่านควรพูดว่า “ถ้าเป็นพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราจะมีชีวิตอยู่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้”[16] แต่เท่าที่เป็นอยู่ท่านทั้งหลายคุยโวโอ้อวด การโอ้อวดเช่นนี้ล้วนเป็นความชั่ว[17] ดังนั้นแล้วผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งดีที่ควรทำแต่ไม่ทำก็บาป

สุภาษิต 3:5-6
[5] จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ อย่าพึ่งความเข้าใจของตนเอง[6] จงยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงทำทางของเจ้าให้ราบเรียบ

๒ เปโตร 3:9
องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่

๑ ทิโมธี 2:4
ผู้ทรงประสงค์ให้คนทั้งปวงได้รับความรอดและรู้ถึงความจริง

ปฐมกาล ๑:๒๖
แล้วพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบเรา ตามอย่างเรา เพื่อให้เขาครอบครองปลาในทะเล นกในอากาศ สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่าทั้งปวง และสัตว์ที่เลื้อยคลาน”

มัทธิว ٢٨:١٨-٢٠
[١٨] พระเยซูทรงเข้ามาหาพวกเขาและตรัสว่า “สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว[١٩] ดังนั้นจงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติ ให้เขารับบัพติศมาใน พระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์[٢٠] สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอน เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค”

สุภาษิต 6:6-8
[6] เจ้าคนขี้เกียจ จงไปเรียนจากมด สังเกตวิธีการของมัน แล้วจงฉลาดขึ้น[7] มันไม่มีผู้บัญชาการ ไม่มีผู้ควบคุมดูแล และไม่มีใครปกครอง[8] แต่มันก็ยังสะสมเสบียงในฤดูร้อน และรวบรวมอาหารตั้งแต่ฤดูเก็บเกี่ยว

เยเรมีย์ 1:5
“เรารู้จัก เจ้าตั้งแต่ก่อนที่เราจะปั้นเจ้าในครรภ์มารดา ก่อนเจ้าจะคลอดออกมา เราได้แยกเจ้าไว้แล้ว เราได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้เผยพระวจนะแก่ประชาชาติทั้งหลาย”

เอเฟซัส 1:4
เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกให้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก

ฮีบรู ๔:๓
บัดนี้เราผู้ที่เชื่อก็ได้เข้าสู่การพักสงบตามที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดังนั้นเราจึงสาบานด้วยความโกรธของเราว่า ‘พวกเขาจะไม่มีวันได้เข้าสู่การพักสงบของเรา’ ” แม้ว่างานของพระองค์เสร็จแล้วตั้งแต่การทรงสร้างโลก

โรม ๓:๑๐-๑๘
[๑๐] ตามที่มีเขียนไว้ว่า “ไม่มีสักคนที่ชอบธรรม ไม่มีแม้สักคนเดียวเลย[๑๑] ไม่มีใครที่เข้าใจ ไม่มีใครที่แสวงหาพระเจ้า[๑๒] ทุกคนล้วนหันเหไป พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่าไปด้วยกัน ไม่มีสักคนที่ทำดี ไม่มีแม้แต่คนเดียว”[๑๓] “ลำคอของพวกเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ พวกเขาตวัดลิ้นปลิ้นปล้อน” “พิษงูร้ายอยู่ที่ริมฝีปากของพวกเขา”[๑๔] “ริมฝีปากของเขาเต็มไปด้วยคำสาปแช่งและคำเผ็ดร้อน”[๑๕] “เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด[๑๖] เขาก่อหายนะและทุกข์เข็ญไว้ตามรายทางของเขา[๑๗] ไม่มีความยำเกรงพระเจ้าในสายตาของพวกเขา”[๑๘] “เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย”

อิสยาห์ ๕๕:๑๐-๑๑
[๑๐] เฉกเช่นฝนและหิมะ โปรยลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่กลับไปที่นั่น จนกว่าจะทำให้แผ่นดินโลกชุ่มฉ่ำ และทำให้พืชพันธุ์แตกหน่องอกงาม เพื่อให้มันเกิดเมล็ดสำหรับผู้หว่านและอาหารสำหรับผู้บริโภค[๑๑] ถ้อยคำที่ออกจากปากของเราก็เป็นเช่นนั้น มันจะไม่กลับคืนมายังเราโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะสัมฤทธิ์ผลตามที่เราปรารถนา และสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้

อิสยาห์ 9:6-7
[6] ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งที่ประทานแก่เรา และการปกครองจะอยู่บนบ่าของเขา และเขาจะได้รับการขนานนามว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช”[7] การปกครองอย่างสันติของบุคคลนั้น จะรุ่งเรืองขึ้นไม่สิ้นสุด พระองค์จะทรงครอบครองเหนือบัลลังก์ และอาณาจักรของดาวิด ทรงสถาปนาและผดุงอาณาจักรนั้นไว้ ด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม ตั้งแต่เวลานั้นตราบนิรันดร์ พระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ทรงกระตือรือร้น ที่จะกระทำการนี้ให้สำเร็จ

เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๙:๒๙
สิ่งลี้ลับทั้งหลายเป็นของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา แต่สิ่งต่างๆ ที่ทรงสำแดงเป็นของเรากับลูกหลานตลอดไป เพื่อเราจะปฏิบัติตามถ้อยคำทั้งสิ้นของบทบัญญัตินี้

โรม 9:22-24
[22] ในเรื่องการเลือกจะสำแดงพระพิโรธและให้ฤทธานุภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์นั้น จะว่าอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยอย่างยิ่งต่อผู้ที่เป็นเป้าของพระพิโรธ ผู้ซึ่งเตรียมไว้เพื่อความพินาศ?[23] จะว่าอย่างไรถ้าพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงพระเกียรติสิริอันอุดมแก่ผู้ที่ได้รับพระเมตตาคุณของพระองค์ ผู้ซึ่งทรงเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อพระเกียรติสิริ?[24] แม้กระทั่งเราทั้ง หลายก็เป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกไว้ด้วย ไม่ใช่จากพวกยิวเท่านั้น แต่จากคนต่างชาติเช่นกัน

๑ เปโตร ๒:๙-๑๐
[๙] แต่พวกท่านเป็นประชากรที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นพลเมืองของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้ประกาศพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันล้ำเลิศของพระองค์[๑๐] ครั้งหนึ่งพวกท่านไม่ได้เป็นประชากรของพระเจ้า แต่บัดนี้ท่านเป็นประชากรของพระองค์ ครั้งหนึ่งพวกท่านไม่ได้รับพระเมตตา แต่บัดนี้ท่านได้รับพระเมตตาแล้ว

โรม ๘:๑๘-๒๕
[๑๘] ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบันเทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริซึ่งจะทรงสำแดงในเรา[๑๙] สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจดจ่อรอคอยให้บรรดาบุตรของพระเจ้าปรากฏ[๒๐] เพราะสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้ถูกทำให้ผิดเพี้ยนไร้ค่าไป ไม่ใช่โดยความสมัครใจของมันเอง แต่โดยความตั้งใจของผู้ที่บังคับให้มันต้องตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ด้วยมีความหวัง[๒๑] ว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการปลดปล่อยจากการผูกมัดให้ต้องเสื่อมสลาย และจะถูกนำเข้าสู่เสรีภาพอันรุ่งโรจน์ของบรรดาบุตรของพระเจ้า[๒๒] เรารู้ว่าสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างกำลังคร่ำครวญราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตรจนถึงปัจจุบันนี้[๒๓] ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่เราเอง ผู้มีผลแรกของพระวิญญาณก็ยังคร่ำครวญอยู่ภายในขณะที่เราจดจ่อรอคอยการทรงรับเราเป็นบุตร คือการไถ่ร่างกายของเราให้รอด[๒๔] เพราะว่าในความหวังนี้เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้นไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แล้ว?[๒๕] แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน

อพยพ ๒๐:๑-๑๗
[๑] พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า[๒] “เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย ผู้นำเจ้าออกมาจากอียิปต์ ออกจากแดนทาส[๓] “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา[๔] “อย่าสร้างแบบจำลองให้กับตนเอง เป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบน แผ่นดินโลกเบื้องล่าง หรือท้องน้ำเบื้องลึก[๕] อย่ากราบไหว้หรือนมัสการสิ่งเหล่านั้น เพราะเรา พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าผู้หึงหวง เราจะลงโทษลูกหลานของผู้ที่เกลียดชังเราไปสามสี่ชั่วอายุเพราะบาปของเขา[๖] แต่เราจะรักลูกหลานของผู้ที่รักเราและปฏิบัติตามคำสั่งของเราตลอดพันชั่วอายุคน[๗] “อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น[๘] “จงระลึกถึงวันสะบาโตโดยการทำให้วันนั้นบริสุทธิ์[๙] จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้าในหกวัน[๑๐] แต่ในวันที่เจ็ดเป็นวันสะบาโต แด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า อย่าทำงานใดๆ ในวันนั้นไม่ว่าตัวเจ้า บุตรชาย บุตรสาว ทาสชายหญิง วัว ลา สัตว์ใดๆ แม้แต่คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้า เพื่อทาสชายหญิงของเจ้าจะได้พักเช่นเดียวกับเจ้า[๑๑] เพราะในหกวัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างฟ้าและโลก ทะเลและสรรพสิ่งในนั้น แต่ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด ฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงอวยพรวันสะบาโตและตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์[๑๒] “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนยาวในดินแดนที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ากำลังยกให้เจ้า[๑๓] “อย่าฆ่าคน[๑๔] “อย่าล่วงประเวณี[๑๕] “อย่าลักขโมย[๑๖] “อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน[๑๗] “อย่าโลภอยากได้บ้านเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภอยากได้ภรรยาของเพื่อนบ้านหรือคนรับใช้ชายหญิงของเขา วัวหรือลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของเพื่อนบ้านของเจ้า”

Thai Bible (TNCV) 2007
Thai New Contemporary Bible Copyright © 1999, 2001, 2007 by Biblica, Inc.®