A A A A A

ตัวละครไม่ดี: [โต๊ะเครื่องแป้ง]

ปัญญาจารย์ 2:1-21
[1] ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “งั้นมาเถอะ รื่นเริง สนุกสนาน บันเทิงใจเพื่อค้นหาสิ่งดีๆ” แต่ก็พบว่า นี่ก็อนิจจังอีก[2] ข้าพเจ้ากล่าวว่า “การหัวเราะก็โง่เขลา ความสนุกสนานเพลิดเพลินให้ประโยชน์อะไรบ้าง?”[3] ข้าพเจ้าพยายามทำตัวให้เบิกบานด้วยเหล้าองุ่นและทำอะไรโง่ๆ แต่จิตใจก็ยังนำข้าพเจ้าไว้ด้วยสติปัญญา ข้าพเจ้าอยากจะดูว่าอะไรบ้างที่มีคุณค่าซึ่งมนุษย์ควรจะทำกันใต้ฟ้าสวรรค์ในชั่วอายุสั้นๆ ของตน[4] ข้าพเจ้าดำเนินโครงการใหญ่ๆ คือ สร้างบ้านให้ตัวเองหลายหลัง ทำสวนองุ่นหลายแห่ง[5] สร้างสวนหย่อนใจและปลูกผลไม้นานาชนิดในสวนเหล่านั้น[6] ทำแหล่งเก็บน้ำ ส่งน้ำไปรดแมกไม้ที่กำลังงอกงาม[7] ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงและมีทาสอื่นๆ อีกที่ถือกำเนิดในครัวเรือน ข้าพเจ้ามีฝูงสัตว์มากกว่าใครๆ ในเยรูซาเล็มซึ่งอยู่มาก่อนข้าพเจ้า[8] ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้สำหรับตัวเอง ทั้งยังได้รับเครื่องบรรณาการจากกษัตริย์และแว่นแคว้นต่างๆ ข้าพเจ้าจัดให้มีนักร้องชายหญิง และมีฮาเร็ม อันเป็นสิ่งถูกใจผู้ชาย[9] ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าใครๆ ในเยรูซาเล็มก่อนหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีสติปัญญาอยู่กับตัวในทุกสิ่งเหล่านี้[10] ตาอยากดูอะไร ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธตัวเอง ใจอยากสนุกอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่ห้าม ข้าพเจ้าชื่นชมผลงานทั้งปวงของตน และนี่เป็นรางวัลจากการลงทุนลงแรงของข้าพเจ้า[11] ถึงกระนั้นเมื่อข้าพเจ้าสำรวจดูทุกสิ่งที่ทำไป และที่ตรากตรำเพื่อให้ได้มา ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เหมือนวิ่งไล่ตามลม ไม่ก่อประโยชน์อะไรขึ้นมาภายใต้ดวงอาทิตย์[12] แล้วข้าพเจ้าจึงหันไปพิจารณาสติปัญญา กับความบ้าคลั่งและความโง่เขลา ผู้ครองราชย์ต่อจากกษัตริย์จะทำอะไรได้ นอกจากสิ่งที่เคยทำกันมาก่อนแล้ว?[13] ข้าพเจ้าเห็นว่าสติปัญญาดีกว่าความโฉดเขลา เฉกเช่นแสงสว่างย่อมดีกว่าความมืด[14] คนฉลาดมีตาอยู่ในสมอง ขณะที่คนโฉดเขลาเดินไปในความมืด แต่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ว่า ชะตากรรมเดียวกันเกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย[15] ข้าพเจ้าจึงรำพึงในใจว่า “ชะตากรรมที่เกิดกับคนโง่ก็จะเกิดกับเราด้วย ฉะนั้นเราฉลาดไปจะได้อะไรขึ้นมา?” ข้าพเจ้าบอกตัวเองว่า “นี่ก็อนิจจังเหมือนกัน”[16] เพราะคนฉลาดก็เป็นเช่นเดียวกับคนโง่ เขาจะไม่อยู่ในความทรงจำเนิ่นนาน ในวันข้างหน้าก็ถูกลืมเลือนไปทั้งคู่ คนฉลาดก็ต้องตายเช่นเดียวกับคนโง่![17] ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะการงานที่ทำภายใต้ดวงอาทิตย์เป็นความโศกสลดแก่ข้าพเจ้าล้วนแต่อนิจจัง เหมือนวิ่งไล่ตามลม[18] ข้าพเจ้าเกลียดชังสิ่งทั้งปวงที่ตนเองตรากตรำทำไปภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะข้าพเจ้าจำต้องทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ให้คนที่มาภายหลังข้าพเจ้า[19] และใครเล่าจะรู้ว่าเขาจะเป็นคนโง่หรือฉลาด? ถึงกระนั้นเขาก็จะได้ครอบครองผลงานทั้งปวงซึ่งข้าพเจ้าได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายและความชำนาญลงไปภายใต้ดวงอาทิตย์ นี่ก็อนิจจังด้วยเช่นกัน[20] ฉะนั้นจิตใจของข้าพเจ้าจึงท้อแท้สิ้นหวังต่อการงานอันตรากตรำทั้งปวงของตนภายใต้ดวงอาทิตย์[21] เพราะมนุษย์อาจทำงานด้วยสติปัญญา ความรู้ และความเชี่ยวชาญ แต่แล้วก็ต้องละทิ้งทุกสิ่งที่เขาครอบครองให้แก่ใครบางคนซึ่งไม่ได้ลงมือลงแรง นี่ก็เช่นกัน อนิจจังและโชคร้ายเหลือเกิน

ปัญญาจารย์ 4:4
และข้าพเจ้าได้เห็นว่าการงานทั้งหลายและความสำเร็จทั้งปวงเกิดขึ้นจากการอิจฉาเพื่อนบ้านด้วยกัน นี่ก็อนิจจัง เหมือนวิ่งไล่ตามลม

ปัญญาจารย์ 5:10
ผู้รักเงินย่อมไม่อิ่มด้วยเงิน ผู้รักสมบัติไม่เคยอิ่มด้วยรายได้ นี่ก็อนิจจัง

ปัญญาจารย์ 6:2
คือพระเจ้าประทานความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ และเกียรติแก่บางคน จนเขามีทุกสิ่งที่ใจปรารถนา แต่พระเจ้าไม่ได้ให้เขาชื่นชมสิ่งเหล่านั้น กลับมีคนแปลกหน้ามาชื่นชมแทน นี่ก็อนิจจัง เป็นความเลวร้ายที่น่าสลดใจ

เยเรมีย์ 2:5
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “บรรพบุรุษของเจ้าเห็นเรามีข้อเสียตรงไหนหรือ จึงได้หลงเตลิดไปไกลจากเราเช่นนี้? พวกเขาได้ไปติดตามรูปเคารพอันไร้ค่า และทำให้ตัวเองไร้ค่าไป

เยเรมีย์ 4:30
เจ้าผู้ถูกทำลาย เจ้ากำลังทำอะไรอยู่นั่น? ทำไมจึงสวมเสื้อผ้าสีแดงเข้ม และสวมเครื่องเพชรเครื่องทอง? เจ้าแต่งแต้มทาตาไปทำไม? ถึงแต่งตัวสวยก็เปล่าประโยชน์ คนรักของเจ้าเหยียดหยามเจ้า พวกเขาหมายจะเอาชีวิตเจ้า

สุภาษิต 31:30
เสน่ห์เป็นสิ่งหลอกลวง และความสวยงามไม่จีรังยั่งยืน แต่สตรีที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ

สดุดี 39:5-6
[5] พระองค์ทรงทำให้วันคืนของข้าพระองค์สั้นแค่คืบ ชั่วชีวิตของข้าพระองค์ไม่มีค่าอะไรสำหรับพระองค์ ชีวิตแต่ละคนอยู่แค่ชั่วลมหายใจ เสลาห์[6] มนุษย์เป็นแค่เงาแวบไปแวบมา วิ่งวุ่นทำโน่นทำนี่แต่ก็สูญเปล่า ทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้ไม่รู้ว่าใครจะได้ไป

สดุดี 119:37
ขอทรงหันสายตาของข้าพระองค์จากสิ่งที่ไร้ค่า ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ตามพระวจนะของพระองค์

โรม 12:2
อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านใหม่ แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระประสงค์อันดีอันเป็นที่พอพระทัยและสมบูรณ์พร้อมของพระองค์

๑ ซามูเอล 16:7
แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “อย่าตัดสินจากรูปร่างหน้าตาหรือส่วนสูง เพราะเราไม่ได้เลือกคนนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้มองอย่างที่มนุษย์มอง มนุษย์มองรูปลักษณ์ภายนอก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ามองดูจิตใจ”

๑ ทิโมธี 4:8
การฝึกทางกายนั้นมีคุณค่าอยู่บ้าง แต่ทางพระเจ้าย่อมทรงคุณค่าในทุกด้าน เพราะทรงไว้ซึ่งพระสัญญาทั้งสำหรับชีวิตปัจจุบันและชีวิตในเบื้องหน้าด้วย

ปัญญาจารย์ 1:1-2
[1] ถ้อยคำของปัญญาจารย์ กษัตริย์ในเยรูซาเล็ม เชื้อสายดาวิด[2] ปัญญาจารย์กล่าวว่า “อนิจจัง! อนิจจัง! อนิจจังแท้ๆ! ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง”

กาลาเทีย 5:16-26
[16] ดังนั้นข้าพเจ้าขอบอกว่าจงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองตัณหาของวิสัยบาป[17] เพราะตัณหาของวิสัยบาปขัดกับพระวิญญาณ และพระวิญญาณขัดกับวิสัยบาป ทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน สิ่งที่ท่านอยากทำจึงไม่ได้ทำ[18] แต่ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน ท่านก็ไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ[19] พฤติกรรมของวิสัยบาปนั้นเห็นได้ชัดคือ การผิดศีลธรรมทางเพศ ความไม่บริสุทธิ์ และการลามก[20] การกราบไหว้รูปเคารพ การใช้คาถาอาคม ความเกลียดชัง ความบาดหมาง ความริษยาหึงหวง ความโมโหโทโส ความทะเยอทะยานอย่างเห็นแก่ตัว การไม่ลงรอยกัน การแบ่งพรรคแบ่งพวก[21] และการอิจฉากัน การเมามาย การมั่วสุมเสพสุราและกาม และอื่นๆ ในทำนองนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนที่เคยเตือนแล้วว่า ผู้ที่ประพฤติเช่นนี้จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก[22] ส่วนผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ[23] ความสุภาพอ่อนโยนและการควบคุมตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติข้อไหนห้ามเลย[24] ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว[25] ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณก็ให้เราดำเนินตามพระวิญญาณเถิด[26] เราอย่าอวดดี ยั่วโมโห และอิจฉากันเลย

Thai Bible (TNCV) 2007
Thai New Contemporary Bible Copyright © 1999, 2001, 2007 by Biblica, Inc.®