A A A A A

เพิ่มเติม: [ฟื้นฟู]

ดาเนียล 9:3-10
[3] ข้าพเจ้าจึงขะมักเขม้นอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยการถืออดอาหาร สวมเสื้อผ้ากระสอบ และคลุกขี้เถ้า[4] ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้าและทูลสารภาพบาปว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และน่าครั่นคร้าม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรักต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์และเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์[5] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิดทำบาป ทำชั่วและกบฏต่อพระองค์ หันหนีจากบทบัญญัติและพระบัญชาของพระองค์[6] ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เชื่อฟังเหล่าผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งกล่าวในพระนามของพระองค์แก่บรรดากษัตริย์ เจ้านาย บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดจนประชากรของแผ่นดิน[7] “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงชอบธรรม แต่ทุกวันนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องอับอายขายหน้า ไม่ว่าชาวยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และปวงชนอิสราเอลทั้งใกล้และไกลในประเทศต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกระจัดกระจายไป เพราะเราไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์[8] ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายตลอดจนบรรดากษัตริย์ เจ้านาย และบรรพบุรุษต้องอัปยศอดสูเพราะได้ทำบาปต่อพระองค์[9] องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและทรงให้อภัย แม้ว่าข้าพระองค์ทั้งหลายกบฏต่อพระองค์[10] ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย และไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่พระองค์ประทานผ่านทางผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์

เอสรา 9:5-7
[5] แล้วเมื่อถึงเวลาถวายเครื่องเผาบูชายามเย็น ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นจากการนั่งเป็นทุกข์ทั้งที่เสื้อผ้าขาดวิ่น คุกเข่าชูมือต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า[6] และอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อดสูละอายใจเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นต่อพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะบาปของข้าพระองค์ทั้งหลายสูงท่วมศีรษะ และความผิดของเหล่าข้าพระองค์ขึ้นถึงฟ้าสวรรค์[7] นับแต่สมัยบรรพบุรุษจวบจนบัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความผิดใหญ่หลวง เพราะบาปของข้าพระองค์ทั้งหลายทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกับกษัตริย์และเหล่าปุโรหิตตกเป็นเหยื่อคมดาบ ตกเป็นเชลยถูกย่ำยีและถูกปล้นชิง ได้รับความอัปยศอดสูโดยน้ำมือของบรรดากษัตริย์ต่างชาติดังเช่นทุกวันนี้

เอเสเคียล ๒๒:๒๘-๓๑
[๒๘] บรรดาผู้เผยพระวจนะของดินแดนนั้นกลบเกลื่อนการกระทำให้พวกเขา โดยอ้างนิมิตเท็จและคำทำนายจอมปลอม พวกเขากล่าวว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสว่า’ ทั้งๆ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ตรัส[๒๙] ชาวแผ่นดินนั้นทำการขู่กรรโชกและปล้นชิง เขากดขี่ข่มเหงผู้ยากไร้และขัดสน รังแกและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คนต่างด้าว[๓๐] “เรามองหาใครสักคนในพวกเขาที่จะสร้างกำแพงขึ้นและยืนอยู่ต่อหน้าเรา อุดช่องโหว่เพื่อดินแดนนั้น เราจะได้ไม่ทำลายดินแดนนั้น แต่เราก็ไม่พบเลย[๓๑] ฉะนั้นเราจะระบายโทสะลงเหนือเขา เผาผลาญพวกเขาด้วยความโกรธอันร้อนแรง ให้สิ่งทั้งปวงที่เขาทำไว้หวนกลับมาตกแก่เขา พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศดังนั้น”

เฉลยธรรมบัญญัติ 9:18-29
[18] แล้วอีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าหมอบกราบลงต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าสี่สิบวันสี่สิบคืน ไม่กินไม่ดื่มอะไรเพราะบาปทั้งปวงที่ท่านได้ทำ ท่านได้ทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการยั่วยุให้พระองค์ทรงพระพิโรธ[19] ข้าพเจ้าเกรงกลัวพระพิโรธโกรธกริ้วขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพราะพระองค์กริ้วจนจะทำลายท่านอยู่แล้ว แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงฟังข้าพเจ้าอีกครั้ง[20] และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธอาโรนมากจนจะทรงทำลายเขา แต่ในครั้งนั้นข้าพเจ้าอธิษฐานเผื่ออาโรนด้วย[21] ข้าพเจ้าจึงเอาสิ่งผิดบาปของพวกท่านคือรูปลูกวัวซึ่งท่านสร้างขึ้นนั้นเผาทิ้งและบดเป็นผุยผง ทิ้งลงในลำธารซึ่งไหลลงมาจากภูเขา[22] ท่านยังได้ทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระพิโรธอีกที่ทาเบราห์ ที่มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์[23] เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งท่านออกจากคาเดชบารเนียและตรัสสั่งว่า “จงเข้าไปครอบครองดินแดนที่เราให้เจ้า” แต่ท่านกบฏขัดขืนพระบัญชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ท่านไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อฟังพระองค์[24] ท่านกบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอมาตั้งแต่ข้าพเจ้ารู้จักท่านแล้ว[25] ข้าพเจ้าจึงหมอบกราบลงต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่าจะทรงทำลายท่าน[26] ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต ขออย่าทำลายประชากรของพระองค์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เองซึ่งทรงไถ่โดยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ และทรงนำออกมาจากอียิปต์โดยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์[27] ขอทรงระลึกถึงอับราฮัม อิสอัค และยาโคบผู้รับใช้ของพระองค์ โปรดทรงมองข้ามความดื้อรั้นหัวแข็ง ความชั่วร้าย และบาปของคนเหล่านี้[28] มิฉะนั้นประเทศซึ่งพระองค์ทรงนำพวกเราออกมาจะกล่าวว่า ‘เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่สามารถพาพวกเขาไปยังดินแดนที่ทรงสัญญาไว้ และเพราะพระองค์ทรงเกลียดพวกเขา จึงทรงพาพวกเขาเข้าไปตายในถิ่นกันดาร’[29] แต่พวกเขาเป็นประชากรของพระองค์ เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ซึ่งทรงนำออกมาโดยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และพระกรที่เหยียดออก”

อพยพ ๓๒:๑๑-๑๓
[๑๑] แต่โมเสสทูลวิงวอนขอพระเมตตาจากพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขาว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเหตุใดจึงทรงพระพิโรธต่อประชากรของพระองค์เอง ผู้ซึ่งพระองค์ทรงพาออกมาจากอียิปต์ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์?[๑๒] เหตุใดจะให้ชาวอียิปต์พูดได้ว่า ‘พระเจ้าทรงล่อพวกเขาออกมาเพื่อฆ่าทิ้งที่ภูเขา และทำลายล้างให้สิ้นจากแผ่นดินโลก’? ขอทรงระงับพระพิโรธและอดกลั้นพระทัยไว้ ไม่ปล่อยให้ภัยพิบัติเกิดแก่ประชากรของพระองค์เอง[๑๓] ขอทรงระลึกถึงอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับเขาเหล่านั้นโดยอ้างพระองค์เองว่า ‘เราจะทวีวงศ์วานของเจ้าให้มากมายดั่งดวงดาวบนท้องฟ้า และเราจะยกดินแดนทั้งหมดนี้ที่เราสัญญาไว้ให้วงศ์วานของเจ้าครอบครองตลอดไป’ ”

อพยพ ๓๒:๓๑-๓๒
[๓๑] โมเสสจึงกลับไปเข้าเฝ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและกราบทูลว่า “ประชากรเหล่านี้ทำบาปร้ายแรงอะไรเช่นนี้! พวกเขาได้สร้างรูปเคารพทองคำ[๓๒] ถึงกระนั้นขอทรงกรุณาอภัยโทษบาปของพวกเขา หาไม่แล้วขอทรงลบข้าพระองค์ออกจากหนังสือที่ทรงเขียนไว้”

เนหะมีย์ ๑:๑-๑๑
[๑] ถ้อยคำของเนหะมีย์บุตรฮาคาลิยาห์ความว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ป้อมเมืองสุสา ในเดือนคิสเลฟ ปีที่ยี่สิบแห่งรัชกาลกษัตริย์อารทาเซอร์ซีส[๒] ฮานานีพี่น้องคนหนึ่งจากยูดาห์มาเยี่ยมข้าพเจ้าพร้อมกับคนอื่นๆ ข้าพเจ้าจึงซักถามพวกเขาเกี่ยวกับเยรูซาเล็มและชาวยิวที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลย[๓] พวกเขาตอบข้าพเจ้าว่า “คนที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลยและกลับไปยังแว่นแคว้นเดิมนั้นมีความทุกข์และความอัปยศอย่างยิ่ง กำแพงเยรูซาเล็มก็ปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผาไปแล้ว”[๔] เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเช่นนี้ก็นั่งลงร้องไห้ ข้าพเจ้าโศกเศร้า ถืออดอาหาร และอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์อยู่หลายวัน[๕] แล้วข้าพเจ้าอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรักต่อบรรดาผู้ที่รักและเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์[๖] ขอทรงสดับฟังและทอดพระเนตรผู้รับใช้ของพระองค์ซึ่งกำลังทูลอธิษฐานต่อหน้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืนเพื่อประชากรอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์ขอสารภาพบาปที่เราชาวอิสราเอล รวมทั้งข้าพระองค์และตระกูลของข้าพระองค์ได้ละเมิดต่อพระองค์[๗] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ประพฤติตัวเลวทรามต่อพระองค์ ไม่เชื่อฟังพระบัญชา กฎหมาย และบทบัญญัติซึ่งพระองค์ประทานแก่โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์[๘] “โปรดทรงระลึกถึงถ้อยคำของพระองค์ที่ทรงให้โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ไว้ว่า ‘หากพวกเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เราจะทำให้เจ้ากระจัดกระจายไปตามชนชาติต่างๆ[๙] แต่หากเจ้าหันกลับมาหาเราและเชื่อฟังคำสั่งของเรา ถึงแม้เจ้าจะตกเป็นเชลยในแดนไกลสุดขอบฟ้า เราก็จะรวบรวมเจ้าทั้งหลายกลับสู่สถานที่นี้ ซึ่งเราได้เลือกเป็นที่สถาปนานามของเรา’[๑๐] “ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้โดยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่และพระหัตถ์อันเกรียงไกร[๑๑] ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดสดับฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้คนนี้และของบรรดาผู้รับใช้ซึ่งยำเกรงพระนามของพระองค์ด้วยความปีติยินดี โปรดประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้ โดยให้ข้าพระองค์เป็นที่โปรดปรานของชายผู้นี้” ข้าพเจ้าเป็นผู้เชิญจอกเสวยของกษัตริย์

สดุดี 85:6
พระองค์จะไม่ทรงฟื้นฟูข้าพระองค์ทั้งหลายอีกครั้งหรือ? เพื่อประชากรของพระองค์จะชื่นชมยินดีในพระองค์

สดุดี ๒๒:๒๗
ทั่วทุกมุมโลกจะระลึกได้ และหันมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ทุกครอบครัวของชาติต่างๆ จะหมอบกราบต่อหน้าพระองค์

สดุดี 51:10
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างจิตใจที่บริสุทธิ์ในข้าพระองค์ และทรงฟื้นจิตวิญญาณอันมั่นคงขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์

สดุดี 80:18
แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันหนีจากพระองค์อีก ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์ทั้งหลายและข้าพระองค์ทั้งหลายจะร้องทูลออกพระนามของพระองค์

ฮาบากุก ๓:๒
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ยืนอยู่ด้วยความครั่นคร้ามยำเกรงในพระราชกิจของพระองค์ ขอทรงรื้อฟื้นพระราชกิจเหล่านั้นในยุคของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงให้ทราบทั่วกันในสมัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย ในพระพิโรธขอทรงระลึกถึงพระเมตตา

อิสยาห์ 57:15
เพราะพระองค์ผู้สูงเด่นซึ่งดำรงอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสว่า “เราอาศัยอยู่ในที่สูงส่งและบริสุทธิ์ แต่ก็สถิตกับคนที่สำนึกผิดและถ่อมใจลง เพื่อฟื้นจิตวิญญาณของคนที่ถ่อมใจ และฟื้นใจคนที่สำนึกผิด

๒ พงศาวดาร 7:14
หากประชากรของเราซึ่งเรียกชื่อตามนามของเราจะถ่อมใจลงและอธิษฐานแสวงหาหน้าของเรา และหันกลับจากวิถีอันชั่วร้ายของเขา เมื่อนั้นเราจะรับฟังเขาจากฟ้าสวรรค์ จะอภัยบาปของเขา และจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย

ยากอบ 4:8
จงเข้ามาใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายจงล้างมือให้สะอาด คนสองใจจงชำระใจให้บริสุทธิ์

เอเสเคียล 37:11-15
[11] แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมด พวกเขากล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้งกรัง ความหวังของเราสูญสิ้น เราถูกทำลายแล้ว’[12] ฉะนั้นจงเผยพระวจนะแก่พวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสดังนี้ว่า ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้าและนำเจ้าออกมา เราจะพาเจ้ากลับสู่ดินแดนอิสราเอล[13] เมื่อนั้นแหละประชากรของเราเอ๋ย เจ้าจะรู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์เมื่อเราเปิดหลุมฝังศพของเจ้าและนำเจ้าออกมา[14] เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้าและเจ้าจะมีชีวิตอยู่ เราจะให้เจ้าตั้งรกรากในดินแดนของเจ้าเอง เมื่อนั้นเจ้าจะรู้ว่าเราผู้เป็นพระยาห์เวห์ได้ลั่นวาจาไว้และเราก็ทำตามนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น’ ”[15] พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า

กิจการของอัครทูต 2:17-18
[17] “ ‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราลงเหนือประชากรทั้งปวง บุตรชายบุตรสาวของเจ้าจะเผยพระวจนะ คนหนุ่มของเจ้าจะเห็นนิมิต คนชราของเจ้าจะฝันเห็น[18] เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเทวิญญาณของเรา ลงมาเหนือผู้รับใช้ของเราทั้งชายและหญิง และพวกเขาจะเผยพระวจนะ

๒ ทิโมธี 4:3-4
[3] เพราะวาระนั้นจะมาถึง เมื่อผู้คนจะทนคำสอนอันมีหลักไม่ได้ ตรงกันข้ามเขาจะรวบรวมครูจำนวนมากไว้พูดอย่างที่หูของเขาอยากได้ยิน เพื่อสนองความอยากของเขาเอง[4] พวกเขาจะไม่ฟังความจริงและหันไปหานิยายปรัมปราต่างๆ

เอเฟซัส ๕:๑๔
เนื่องจากความสว่างทำให้เห็นทุกสิ่งชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า “โอ ผู้ที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น จงฟื้นขึ้นจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน”

มัทธิว ๖:๓๓
แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย

กิจการของอัครทูต ๒:๓๘
เปโตรตอบว่า “พวกท่านทุกคนจงกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์เพื่อรับการทรงอภัยโทษบาปของท่าน และพวกท่านจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นของประทาน

กิจการของอัครทูต ๓:๑๙-๒๑
[๑๙] ฉะนั้นจงกลับใจใหม่และหันมาหาพระเจ้าเพื่อบาปทั้งหลายของท่านจะถูกลบล้างไป และวาระแห่งการฟื้นใจจะมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า[๒๐] และเพื่อพระองค์จะได้ทรงส่งพระเยซูผู้ที่ทรงแต่งตั้งไว้ให้เป็นพระคริสต์เพื่อท่านทั้งหลายมา[๒๑] พระองค์จะต้องอยู่ในสวรรค์จนกว่าจะถึงวาระที่พระเจ้าทรงให้สิ่งสารพัดคืนสู่สภาพดีตามที่ได้ทรงสัญญาไว้นานมาแล้วผ่านทางเหล่าผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์

เอเสเคียล ๑๘:๒๑-๓๓
[๒๑] “แต่หากคนชั่วหันหนีจากบาปทั้งปวงที่ตนทำ แล้วรักษากฎหมายทั้งสิ้นของเราและทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย[๒๒] ความผิดพลาดทั้งสิ้นที่เขาได้ทำลงไปจะไม่เป็นที่จดจำและไม่นำมาเป็นข้อกล่าวโทษเขา เขาจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งชอบธรรมที่เขาได้ทำนั้น[๒๓] พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า เราพึงพอใจในความตายของคนชั่วร้ายหรือ? เราไม่ยินดีมากกว่าหรือเมื่อเขาหันจากทางชั่วของตนและมีชีวิตอยู่?[๒๔] “แต่หากคนชอบธรรมหันหนีจากความชอบธรรมของตนไปทำบาป และทำสิ่งที่น่าชิงชังเช่นเดียวกับคนชั่ว เขาจะมีชีวิตอยู่ได้หรือ? ความชอบธรรมทั้งปวงที่เขาได้ทำจะไม่เป็นที่จดจำ เขาจะตายโทษฐานที่ไม่ซื่อสัตย์ และเพราะบาปทั้งหลายที่เขาได้ทำ[๒๕] “ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังกล่าวว่า ‘วิถีทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด วิถีทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? วิถีทางของเจ้าต่างหากไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม?[๒๖] หากคนชอบธรรมหันหนีจากความชอบธรรมของตนไปทำบาป เขาจะตาย เขาจะตายเพราะบาปที่เขาได้ทำลงไป[๒๗] แต่หากคนชั่วหันหนีจากความชั่วที่ทำไปแล้ว และกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เขาจะช่วยชีวิตตนเองไว้[๒๘] เพราะเขาใคร่ครวญ และหันหนีจากการล่วงละเมิดทั้งสิ้นที่ทำไปแล้ว เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย[๒๙] ถึงกระนั้นพงศ์พันธุ์อิสราเอลก็ยังกล่าวว่า ‘วิถีทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ ประชากรอิสราเอลเอ๋ย วิถีทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? วิถีทางของเจ้าต่างหากไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม?[๓๐] “พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสว่า ฉะนั้นพงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะตัดสินเจ้าแต่ละคนตามการกระทำของเจ้า จงกลับใจใหม่! หันหนีจากการล่วงละเมิดทั้งสิ้นของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่ต้องพินาศล่มจมเพราะบาป[๓๑] จงละทิ้งการล่วงละเมิดทั้งสิ้นที่ทำลงไป และรับเอาจิตใจและวิญญาณใหม่เถิด พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะตายทำไมเล่า?[๓๒] เพราะเราไม่ได้พึงพอใจในความตายของผู้หนึ่งผู้ใด จงกลับใจใหม่และมีชีวิตอยู่เถิด! พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศดังนั้น[๓๓] “จงคร่ำครวญอาลัยถึงบรรดาเจ้านาย ของอิสราเอล

เยเรมีย์ ๓๑:๑๗-๒๐
[๑๗] ดังนั้นอนาคตของเจ้ายังมีความหวัง” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น “ลูกๆ ของเจ้าจะกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีก[๑๘] “แน่ทีเดียว เราได้ยินเสียงเอฟราอิมโอดครวญว่า ‘พระองค์ทรงฝึกข้าพระองค์เหมือนฝึกลูกวัวที่ยังไม่เชื่อง และข้าพระองค์ก็ถูกฝึกฝน โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์คืนสู่ปกติสุข แล้วข้าพระองค์จะหวนกลับมา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์ พระเจ้าของข้าพระองค์[๑๙] เมื่อข้าพระองค์หลงทางไปแล้ว ข้าพระองค์ก็สำนึกผิด เมื่อข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าพระองค์ก็ตีอกชกตัว ข้าพระองค์อับอายและตกต่ำ เพราะทนรับความอัปยศอดสูจากบาปที่ทำในวัยหนุ่ม’[๒๐] เอฟราอิมเป็นลูกชายที่รัก เป็นลูกคนโปรดของเราไม่ใช่หรือ? แม้เราจะพูดตำหนิเขาเนืองๆ แต่เราก็ยังคงคิดถึงเขา ฉะนั้นจิตใจของเราอาลัยหาเขา เราเอ็นดูสงสารเขายิ่งนัก” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น

ผู้วินิจฉัย ๑๐:๑-๑๘
[๑] หลังจากยุคของอาบีเมเลค ก็มีโทลาบุตรปูอาห์หลานโดโดจากตระกูลอิสสาคาร์ขึ้นมาช่วยกอบกู้อิสราเอล เขาอาศัยอยู่ที่ชามีร์ในแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิม[๒] โทลาวินิจฉัย อิสราเอลอยู่ 23 ปี เมื่อเขาสิ้นชีวิตก็ถูกฝังไว้ที่ชามีร์[๓] แล้วยาอีร์แห่งกิเลอาดดำรงตำแหน่งสืบต่อมา เขาวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 22 ปี[๔] เขามีบุตรชายสามสิบคน พวกเขาขี่ลาคนละตัวและครองเมืองสามสิบเมืองในดินแดนกิเลอาด ซึ่งยังคงเรียกกันว่าฮัฟโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้[๕] เมื่อยาอีร์สิ้นชีวิตก็ถูกฝังไว้ที่คาโมน[๖] แล้วอิสราเอลทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีก พวกเขาปรนนิบัติพระบาอัล พระอัชโทเรท และพระต่างๆ ของชาวอารัม ไซดอน โมอับ อัมโมน และฟีลิสเตีย เนื่องจากอิสราเอลละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ปรนนิบัติพระองค์อีกต่อไป[๗] พระองค์จึงทรงพระพิโรธพวกเขา ทรงขายพวกเขาให้ตกอยู่ในมือของชาวฟีลิสเตียและชาวอัมโมน[๘] ผู้ซึ่งเข้ามาบดขยี้พวกเขาในปีนั้น ตลอดสิบแปดปีคนเหล่านั้นมากดขี่ข่มเหงอิสราเอลทั้งปวงทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในกิเลอาดซึ่งเป็นดินแดนของชาวอาโมไรต์[๙] ชาวอัมโมนยังข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาสู้รบกับยูดาห์ เบนยามิน และเผ่าเอฟราอิมด้วย อิสราเอลทุกข์แสนสาหัส[๑๐] แล้วชนชาติอิสราเอลร้องทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ โดยละทิ้งพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายและไปปรนนิบัติพระบาอัล”[๑๑] องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “เมื่อชาวอียิปต์ อาโมไรต์ อัมโมน ฟีลิสเตีย[๑๒] ไซดอน อามาเลข และมาโอน กดขี่ข่มเหงเจ้าและเจ้าขอให้เราช่วย เราไม่ได้ช่วยเจ้าจากเงื้อมมือของพวกเขาหรือ?[๑๓] ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระอื่นๆ ฉะนั้นเราจะไม่ช่วยเจ้าอีกแล้ว[๑๔] ไปเถิด ไปร่ำไห้กับพระทั้งหลายที่เจ้าเลือก ถึงคราวเจ้าลำบากก็ให้พระเหล่านั้นช่วยเจ้าสิ!”[๑๕] แต่ชาวอิสราเอลทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปไปแล้ว โปรดลงโทษพวกข้าพระองค์ตามชอบพระทัย ขอเพียงแต่ช่วยกู้พวกข้าพระองค์ให้พ้นจากศัตรูเดี๋ยวนี้เถิด”[๑๖] แล้วเขาก็ทำลายพระต่างชาติเหล่านั้นและปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ไม่อาจทนดูความทุกข์ทรมานของอิสราเอลได้อีกต่อไป[๑๗] ครั้งนั้นชาวอัมโมนออกมารบและตั้งค่ายที่กิเลอาด ส่วนชนอิสราเอลรวมตัวกันตั้งค่ายที่มิสปาห์[๑๘] บรรดาผู้นำของกิเลอาดหารือกันว่า “ผู้ใดอาสานำทัพไปโจมตีพวกอัมโมน ผู้นั้นจะได้เป็นหัวหน้าของทุกคนในกิเลอาด”

โยบ ๔๒:๖
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดชังตัวเอง และสำนึกผิดใน กองธุลีและขี้เถ้า”

โยเอล ๑:๑๐-๒๐
[๑๐] ท้องทุ่งย่อยยับ พื้นดินแตกระแหง เมล็ดข้าวก็ถูกทำลาย เหล้าองุ่นใหม่เหือดแห้ง และไม่มีน้ำมันมะกอก[๑๑] ชาวนาทั้งหลาย จงสิ้นหวัง ชาวสวนองุ่น จงร่ำไห้ จงทุกข์โศกเรื่องข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เพราะพืชผลพินาศสิ้นจากแผ่นดิน[๑๒] เถาองุ่นเหี่ยวเฉา ต้นมะเดื่อแห้งเหี่ยวไป ทั้งต้นทับทิม ต้นอินทผลัม และต้นแอปเปิ้ล คือต้นไม้ทั้งปวงในท้องทุ่งเหี่ยวแห้ง ความปีติแห่งมวลมนุษยชาติ ร่วงโรยไปแน่แล้ว[๑๓] ปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงสวมเสื้อผ้ากระสอบและไว้ทุกข์ ท่านผู้ปฏิบัติงานหน้าแท่นบูชา จงร่ำไห้ มาเถิดท่านผู้ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า จงสวมเสื้อผ้ากระสอบไว้ตลอดคืน เพราะธัญบูชาและเครื่องดื่มบูชา ขาดไปจากพระนิเวศของพระเจ้าของท่านแล้ว[๑๔] จงประกาศให้มีการถืออดอาหารอันบริสุทธิ์ จงเรียกประชุมอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ จงเรียกเหล่าผู้อาวุโส และทุกคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น ให้มายังพระนิเวศของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า และร้องทูลอ้อนวอนองค์พระผู้เป็นเจ้า[๑๕] ช่างเป็นวันที่น่ากลัวยิ่งนัก! เพราะวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว จะมาเหมือนหายนะจากองค์ทรงฤทธิ์[๑๖] อาหารสูญสิ้นไป ต่อหน้าต่อตาเราแล้วไม่ใช่หรือ? ความชื่นชมยินดีและความเปรมปรีดิ์ สูญสิ้นไปจากพระนิเวศของพระเจ้าของเราแล้วไม่ใช่หรือ?[๑๗] เมล็ดพืชเหี่ยวเฉาคาดิน ยุ้งฉางย่อยยับปรักหักพัง เพราะเมล็ดข้าวเหี่ยวแห้งไปหมด[๑๘] ฝูงวัวร้องครวญครางเพียงไร! มันเดินงุ่นง่าน เพราะไม่มีทุ่งหญ้า แม้แต่ฝูงแกะก็ทุกข์ทรมาน[๑๙] ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ เพราะไฟเผาผลาญทุ่งโล่งที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เปลวไฟแผดเผาต้นไม้ทั้งปวงในท้องทุ่งวอดวาย[๒๐] แม้แต่สัตว์ป่าก็ครวญหาพระองค์ ธารน้ำเหือดแห้งไปสิ้น และไฟก็เผาผลาญทุ่งโล่งซึ่งใช้เลี้ยงสัตว์

โยนาห์ ๓:๙-๑๐
[๙] ใครจะรู้ได้ พระเจ้าอาจจะทรงอดกลั้นพระทัยไว้ และด้วยพระเมตตา พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่ต้องพินาศ”[๑๐] เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาและเห็นเขาเลิกทำชั่ว ก็ทรงเอ็นดูสงสารและไม่ได้ทำลายพวกเขาตามที่ทรงคาดโทษไว้

ลูกา ๑๕:๗
เราบอกท่านว่าทำนองเดียวกัน ในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดีในคนบาปคนหนึ่งซึ่งกลับใจใหม่ มากยิ่งกว่าในคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนซึ่งไม่ต้องการกลับใจใหม่”

มาระโก 1:15
พระองค์ตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่และเชื่อข่าวประเสริฐ!”

มัทธิว ๓:๖
เมื่อพวกเขาสารภาพบาปทั้งหลายของตนแล้ว ยอห์นก็ให้พวกเขารับบัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดน

มัทธิว ๑๑:๒๐-๒๔
[๒๐] แล้วพระเยซูทรงเริ่มกล่าวโทษเมืองต่างๆ เพราะพวกเขาไม่ยอมกลับใจใหม่ทั้งที่พระองค์ได้ทรงกระทำการอัศจรรย์ส่วนใหญ่ในเมืองเหล่านั้น[๒๑] “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน! วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา! หากการอัศจรรย์ที่ทำในเมืองของเจ้าได้ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน พวกเขาคงนุ่งห่มผ้ากระสอบนั่งจมขี้เถ้าและกลับใจใหม่นานแล้ว[๒๒] แต่เราบอกพวกเจ้าว่าในวันพิพากษาโทษของเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้า[๒๓] ส่วนเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? ไม่เลย เจ้าจะต้องลงไปในเหวลึก ต่างหาก ถ้าการอัศจรรย์ที่ทำในเมืองของเจ้าได้ทำที่เมืองโสโดม เมืองนั้นคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้[๒๔] แต่เราบอกพวกเจ้าว่าในวันพิพากษาโทษของเมืองโสโดมก็ยังเบากว่าโทษของเจ้า”

๑ เปโตร ๔:๑๗
เพราะถึงเวลาแล้วที่การพิพากษาจะเริ่มขึ้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษาเริ่มต้นที่พวกเราแล้วผลลัพธ์ของบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร?

๑ เปโตร ๕:๑๐
และหลังจากพวกท่านทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง พระเจ้าแห่งพระคุณทั้งปวงผู้ทรงเรียกท่านมาสู่พระเกียรติสิรินิรันดร์ของพระองค์ในพระคริสต์ พระองค์เองจะทรงให้พวกท่านกลับคืนสู่สภาพดีและให้ท่านเข้มแข็ง มั่นคง และแน่วแน่

เอเฟซัส ๑:๑๘
ข้าพเจ้ายังขอให้ตาใจของท่านสว่าง เพื่อท่านจะได้รู้ถึงความหวังที่ทรงเรียกท่านมานั้น รู้ถึงความมั่งคั่งแห่งมรดกอันรุ่งเรืองของพระองค์สำหรับประชากรของพระองค์

โฮเชยา ๖:๒
ภายในสองวัน พระองค์จะทรงฟื้นฟูเรา ในวันที่สาม พระองค์จะทรงให้เรากลับสู่สภาพดี เพื่อเราจะมีชีวิตอยู่ต่อหน้าพระองค์

อิสยาห์ ๔๙:๘
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ในเวลาแห่งความโปรดปราน เราจะตอบเจ้า และในวันแห่งความรอด เราจะช่วยเจ้า เราจะปกป้องเจ้า และทำให้เจ้าเป็นพันธสัญญาแก่เหล่าประชากร เพื่อให้ดินแดนนั้นกลับคืนสู่ปกติสุข และรื้อฟื้นกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกทิ้งร้างขึ้นมาใหม่

เยเรมีย์ ๓๓:๑๑
คือเสียงรื่นเริงยินดี เสียงเจ้าบ่าวเจ้าสาว เสียงบรรดาผู้นำเครื่องบูชาขอบพระคุณมายังพระนิเวศขององค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า “ ‘ “ขอบพระคุณพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประเสริฐ ความรักของพระองค์ดำรงนิรันดร์” เพราะเราจะคืนความเจริญรุ่งเรืองแก่กรุงนี้เหมือนแต่ก่อน’ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนั้น

สดุดี ๕๑:๑๒
ขอทรงคืนความปีติยินดีในความรอดแก่ข้าพระองค์ และขอประทานจิตใจที่เชื่อฟังเพื่อค้ำชูข้าพระองค์

สดุดี ๗๑:๒๐
แม้พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ประสบความทุกข์มากมายและขมขื่น พระองค์จะทรงทำให้ชีวิตของข้าพระองค์กลับคืนสู่สภาพดีอีกครั้ง จากที่ลึกของโลก พระองค์จะดึงข้าพระองค์ขึ้นมาอีก

โรม ๖:๔
ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายโดยพระเกียรติสิริของพระบิดา

เพลงคร่ำครวญ ๕:๒๐-๒๑
[๒๐] เหตุใดพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่ร่ำไป? เหตุใดทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ทั้งหลายไปนานถึงเพียงนี้?[๒๑] ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงกอบกู้ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับคืนสู่พระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะหวนกลับมา โปรดทรงฟื้นฟูอดีตอันรุ่งเรืองของข้าพระองค์ทั้งหลายกลับคืนมา

มาลาคี ๔:๕-๖
[๕] “ดูเถิด เราจะส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์มาหาพวกเจ้าก่อนวันอันยิ่งใหญ่น่ากลัวขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาถึง[๖] เขาจะหันจิตใจของพ่อมาหาลูกและหันจิตใจของลูกมาหาพ่อ มิฉะนั้นเราจะมาห้ำหั่นดินแดนนี้ด้วยคำสาปแช่ง”

สดุดี ๘๐:๑๗-๑๙
[๑๗] ขอให้พระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือผู้นั้นที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ ผู้เป็นบุตรมนุษย์ที่พระองค์ทรงเชิดชูขึ้นเพื่อพระองค์เอง[๑๘] แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันหนีจากพระองค์อีก ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์ทั้งหลายและข้าพระองค์ทั้งหลายจะร้องทูลออกพระนามของพระองค์[๑๙] ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายคืนสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสงเหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้รับการช่วยให้รอด

Thai Bible (TNCV) 2007
Thai New Contemporary Bible Copyright © 1999, 2001, 2007 by Biblica, Inc.®