A A A A A

บาป: [ซุบซิบ]

๒ โครินธ์ ๑๒:๒๐
เพราะว่าข้าพเจ้ากลัวว่าเมื่อมาถึง ข้าพเจ้าอาจจะพบว่าพวกท่านไม่เป็นเหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าอยากเห็น และพวกท่านก็จะพบว่าข้าพเจ้าไม่เป็นเหมือนอย่างที่ท่านอยากเห็น คือกลัวว่าจะมีการทะเลาะวิวาทกัน ริษยากัน ฉุนเฉียวต่อกัน ชิงดีกัน พูดใส่ร้ายกัน ซุบซิบกัน มีความเย่อหยิ่งจองหองและความวุ่นวาย

เอเฟซัส ๔:๒๙
อย่าให้คำเลวร้ายออกจากปากของท่านทั้งหลาย แต่จงกล่าวคำดีๆ ที่เสริมสร้างและที่เหมาะกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยิน

อพยพ ๒๓:๑
“ห้ามนำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆ กัน อย่าร่วมมือกับคนชั่วโดยเป็นพยานใจร้าย

ยากอบ ๑:๒๖
ถ้าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนมีธรรมะแต่ไม่ได้ควบคุมลิ้นของตน เขาก็หลอกลวงจิตใจของตนเอง และธรรมะของคนนั้นก็ไม่มีประโยชน์

ยากอบ ๔:๑๑
พี่น้องเอ๋ย อย่ากล่าวร้ายกันและกัน คนที่กล่าวร้ายพี่น้องหรือตัดสินพี่น้องของตน ก็กล่าวร้ายธรรมบัญญัติและตัดสินธรรมบัญญัติ ถ้าท่านตัดสินธรรมบัญญัติ ท่านก็ไม่ใช่ผู้ประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่เป็นผู้ตัดสิน

เลวีนิติ ๑๙:๑๖
ห้ามเทียวขึ้นเทียวล่องคอยส่อเสียดท่ามกลางชนชาติของตน และห้ามปองร้ายต่อชีวิตของเพื่อนบ้าน เราคือยาห์เวห์

สุภาษิต ๑๐:๑๘-๑๙
[๑๘] ผู้ที่ซ่อนความเกลียดชังไว้ก็มีปากมุสา และคนที่ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นก็เป็นคนโง่[๑๙] พูดมากคำย่อมทำบาปได้ แต่คนที่ยับยั้งปากของตนก็เป็นคนฉลาด

สุภาษิต ๑๑:๙-๑๓
[๙] คนที่ไม่นับถือพระเจ้าทำลายเพื่อนบ้านของเขาด้วยปาก แต่คนชอบธรรมจะรอดพ้นด้วยความรู้[๑๐] เมื่อคนชอบธรรมอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองก็เปรมปรีดิ์ และเมื่อคนอธรรมพินาศ ก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี[๑๑] โดยพรของคนเที่ยงธรรม บ้านเมืองก็เป็นที่ยกย่อง แต่โดยปากของคนอธรรม บ้านเมืองก็ล่มจม[๑๒] คนที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของตนย่อมไม่มีสามัญสำนึก แต่คนที่มีความเข้าใจก็นิ่งเงียบ[๑๓] คนที่เที่ยวซุบซิบก็เผยความลับ แต่คนที่ไว้วางใจได้ย่อมปิดเรื่องไว้ได้

สุภาษิต ๑๖:๒๘
คนตลบตะแลงแพร่การวิวาท และผู้ซุบซิบนินทาก็แยกเพื่อนสนิทออกจากกัน

สุภาษิต ๑๗:๙
ผู้ให้อภัยการละเมิดก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพ แต่คนที่ชอบพูดย้ำความผิดจะทำให้เพื่อนสนิทแตกคอกัน

สุภาษิต 18:8-21
[8] ถ้อยคำของผู้ซุบซิบนินทาก็เหมือนชิ้นอาหารอร่อย มันลงไปยังส่วนต่างๆ ในร่างกาย[9] คนเกียจคร้านในการงาน ก็เป็นพี่น้องกับคนที่ชอบทำลาย[10] พระนามของพระยาห์เวห์เป็นหอรบแข็งแกร่ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย[11] ทรัพย์สมบัติของคนมั่งคั่งเป็นเมืองเข้มแข็งของเขา และเป็นเหมือนกำแพงสูงตามความคิดเห็นของเขา[12] ใจของคนจะผยองก่อนถึงการถูกทำลาย แต่ความถ่อมตัวมาก่อนเกียรติ[13] ถ้าคนตอบก่อนจะได้ยิน ก็เป็นความโง่และความขายหน้าแก่เขา[14] จิตใจของคนทนต่อความเจ็บป่วยได้ แต่จิตใจชอกช้ำใครจะทนได้เล่า?[15] ใจของคนที่มีความเข้าใจย่อมได้ความรู้ และหูของคนมีปัญญาแสวงหาความรู้[16] ของกำนัลของใครย่อมเปิดทางให้คนนั้น และนำเขามาถึงคนใหญ่คนโต[17] ผู้แถลงคดีของตนก่อนดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาสอบสวนเขา[18] การจับฉลากทำให้การทะเลาะสิ้นสุด และแยกคู่โต้แย้งที่มีกำลังออกจากกัน[19] พี่น้องที่หมางใจก็ยากจะปรองดองกันยิ่งกว่าการยึดเมืองที่เข้มแข็ง และการทะเลาะวิวาทเป็นเหมือนดาล ที่ป้อมปราการ[20] ท้องของคนจะอิ่มด้วยผลแห่งปากของเขา เขาจะอิ่มด้วยผลผลิตแห่งริมฝีปากของตน[21] ความตายและชีวิตอยู่ในอำนาจของลิ้น และผู้ที่รักมันก็จะกินผลของมัน

สุภาษิต 20:19
คนที่เที่ยวซุบซิบย่อมเผยความลับ ฉะนั้นอย่าเข้าสังคมกับคนปากบอน

สุภาษิต ๒๖:๒๐
เพราะขาดฟืน ไฟก็ดับ และที่ไหนไม่มีคนซุบซิบนินทา การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป

สดุดี ๓๔:๑๓
ก็จงระวังลิ้นของเจ้าจากความชั่ว และอย่าให้ริมฝีปากพูดล่อลวง

สดุดี ๔๑:๗
ทุกคนที่เกลียดข้าพเจ้า ก็ซุบซิบกันถึงเรื่องข้าพเจ้า พวกเขาปองร้ายข้าพเจ้า

สดุดี ๑๔๑:๓
ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงตั้งยามเฝ้าปากของข้าพระองค์ ขอทรงเฝ้าระวังประตูริมฝีปากของข้าพระองค์

สุภาษิต ๑๘:๖-๗
[๖] ริมฝีปากของคนโง่นำการวิวาทมา และปากของเขาก็เชื้อเชิญการโบย[๗] ปากของคนโง่เป็นสิ่งทำลายตัวเขาเอง และริมฝีปากของเขาก็เป็นบ่วงดักตนเอง

๑ ทิโมธี ๕:๑๓-๑๔
[๑๓] นอกจากนี้พวกนางยังทำตัวเป็นคนเกียจคร้าน ชอบแวะเวียนไปตามบ้านต่างๆ และไม่ใช่เพียงแต่เกียจคร้านเท่านั้น แต่ยังชอบนินทาด้วย และเที่ยวยุ่งเรื่องของคนอื่น พูดในสิ่งที่ไม่สมควรจะพูด[๑๔] เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอยากให้บรรดาแม่ม่ายสาวๆ นั้นมีสามี มีบุตรธิดาและดูแลบ้านเรือน เพื่อไม่ให้ศัตรูมีช่องทางกล่าวร้ายได้

๑ ทิโมธี ๓:๙-๑๑
[๙] และจะต้องเป็นคนที่ยึดมั่นในข้อล้ำลึกของความเชื่อ ด้วยมโนธรรมที่บริสุทธิ์[๑๐] จงทดสอบพวกเขาเสียก่อน และเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อตำหนิแล้ว จึงให้พวกเขาทำหน้าที่มัคนายก[๑๑] ส่วนพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนน่านับถือ ไม่ใส่ร้ายคนอื่น รู้จักประมาณตน ซื่อสัตย์ในทุกๆ เรื่อง

สุภาษิต ๒๖:๒๐-๒๒
[๒๐] เพราะขาดฟืน ไฟก็ดับ และที่ไหนไม่มีคนซุบซิบนินทา การทะเลาะวิวาทก็หยุดไป[๒๑] ถ่านเป็นเชื้อเพลิง และฟืนเป็นเชื้อไฟฉันใด คนที่ชอบทะเลาะก็เป็นเหตุให้การวิวาทลุกลามฉันนั้น[๒๒] ถ้อยคำของผู้ซุบซิบนินทาก็เหมือนชิ้นอาหารอร่อย มันลงไปยังส่วนต่างๆ ในร่างกาย

โรม ๑:๒๙-๓๒
[๒๙] พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา[๓๐] ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า ดูถูกคนอื่น เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว คิดทำชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา[๓๑] ไร้ปัญญา ไร้ความซื่อสัตย์ ไร้ความรักกัน ไร้ความเมตตา[๓๒] แม้เขาจะรู้บัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้า ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่นนั้นสมควรจะตาย เขาก็ไม่เพียงประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นชอบกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย

ทิตัส 2:2-5
[2] สอนบรรดาผู้ชายสูงอายุให้รู้จักประมาณตน มีความน่านับถือ มีสติสัมปชัญญะ มีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความรัก และความทรหดอดทน[3] ส่วนบรรดาผู้หญิงสูงอายุก็เหมือนกัน สอนพวกนางให้ประพฤติด้วยความน่านับถือ ไม่ใส่ร้าย ไม่ติดเหล้า แต่เป็นผู้สอนสิ่งที่ดีงาม[4] เพื่ออบรมหญิงสาวให้รักสามีและบุตรของพวกตน[5] มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนบริสุทธิ์ ดูแลบ้านเรือนอย่างดี มีความเมตตาและเชื่อฟังสามีของตน เพื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าจะไม่ถูกดูหมิ่น

โรม 1:28-32
[28] และเพราะเขาเห็นว่าการรู้จักพระเจ้าไม่เป็นสิ่งสำคัญ พระองค์จึงทรงปล่อยให้เขามีจิตใจเสื่อมทรามและประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสม[29] พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา[30] ส่อเสียด เกลียดชังพระเจ้า ดูถูกคนอื่น เย่อหยิ่งจองหอง อวดตัว คิดทำชั่วแปลกๆ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา[31] ไร้ปัญญา ไร้ความซื่อสัตย์ ไร้ความรักกัน ไร้ความเมตตา[32] แม้เขาจะรู้บัญญัติอันชอบธรรมของพระเจ้า ที่ว่าคนทั้งปวงที่ประพฤติเช่นนั้นสมควรจะตาย เขาก็ไม่เพียงประพฤติเท่านั้น แต่ยังเห็นชอบกับคนอื่นที่ประพฤติเช่นนั้นด้วย

Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน