A A A A A

โบสถ์: [ศิษยาภิบาล]

๒ ทิโมธี ๔:๒
จงประกาศพระวจนะ จงทำอย่างขะมักเขม้นทั้งในขณะที่คนสนใจและไม่สนใจ จงชักชวน ตักเตือน และหนุนใจ ด้วยความอดทนและด้วยการสั่งสอนอย่างเต็มที่

กิจการของอัครทูต ๒๐:๒๘
จงเฝ้าระวังทั้งตัวพวกท่านเองและฝูงแกะซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตั้งพวกท่านไว้ให้เป็นผู้ดูแล และให้เลี้ยงดูคริสตจักรของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระโลหิตของพระบุตรของพระองค์

ฮีบรู ๑๓:๑๗
จงนบนอบเชื่อฟัง บรรดาผู้นำของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาดูแลรักษาจิตวิญญาณของพวกท่านอยู่อย่างคนที่ต้องถวายรายงาน จงให้พวกเขาทำงานนี้ด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ด้วยความเศร้าใจ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่พวกท่านเลย

ยากอบ ๓:๑
พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าเราที่เป็นคนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

เยเรมีย์ ๓:๑๕
“และเราจะให้บรรดาผู้เลี้ยงแกะคนที่เราพอใจแก่พวกเจ้า ผู้ซึ่งจะเลี้ยงเจ้าด้วยความรู้และความเข้าใจ

สุภาษิต ๒๓:๒๗
เพราะหญิงโสเภณีเป็นหลุมลึก และหญิงสำส่อนเป็นบ่อแคบ

เอเฟซัส ๔:๑๑-๑๒
[๑๑] และพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์[๑๒] เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์

๑ เปโตร ๕:๑-๔
[๑] เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตักเตือนบรรดาผู้อาวุโสในพวกท่าน ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นทั้งผู้อาวุโส และเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และเป็นหุ้นส่วนที่จะรับศักดิ์ศรีที่กำลังจะปรากฏ[๒] จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน [โดยเอาใจใส่ดูแล] ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ [ตามพระประสงค์ของพระเจ้า] ไม่ใช่ด้วยใจโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น[๓] และไม่เป็นเหมือนผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น[๔] และเมื่อพระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาปรากฏ พวกท่านจะได้รับมงกุฎแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีวันร่วงโรย

ทิตัส ๑:๕-๙
[๕] เหตุที่ข้าพเจ้าละท่านไว้ที่เกาะครีตนั้นก็เพื่อให้ท่านแก้ไขสิ่งที่ยังบกพร่องให้เรียบร้อย และแต่งตั้งบรรดาผู้ปกครองไว้ทุกเมืองตามที่ข้าพเจ้ากำชับท่าน[๖] คือคนที่ไม่มีข้อตำหนิ เป็นสามีของหญิงคนเดียว มีลูกๆ ที่เชื่อและไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อด้าน[๗] เพราะว่าผู้ปกครองดูแล ซึ่งเป็นผู้รับมอบฉันทะของพระเจ้า ต้องไม่มีข้อตำหนิ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่อารมณ์ร้อน ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่ชอบความรุนแรง และไม่เป็นคนโลภมักได้[๘] แต่มีอัธยาศัยต้อนรับแขก รักความดี มีสติสัมปชัญญะ ชอบธรรม บริสุทธิ์ รู้จักบังคับใจตนเอง[๙] และยึดมั่นในพระวจนะอันสัตย์จริงตามคำสอน เพื่อจะสามารถหนุนใจด้วยคำสอนที่ถูกต้องและชี้แจงต่อพวกคนที่คัดค้าน

เอเสเคียล ๓๔:๑-๑๐
[๑] พระวจนะของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าว่า[๒] “บุตรมนุษย์เอ๋ย จงเผยพระวจนะกล่าวโทษพวกผู้เลี้ยงแกะของอิสราเอล จงเผยพระวจนะ จงกล่าวกับพวกเขา คือพวกผู้เลี้ยงแกะว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า วิบัติแก่พวกผู้เลี้ยงแกะของอิสราเอลที่เลี้ยงแต่ตัวเอง ผู้เลี้ยงแกะย่อมเลี้ยงฝูงแกะไม่ใช่หรือ?[๓] เจ้าทั้งหลายกินไขมัน พวกเจ้าคลุมกายด้วยขนแกะ เจ้าฆ่าแกะตัวอ้วนๆ เจ้าไม่ได้เลี้ยงดูแกะ[๔] ตัวที่อ่อนเพลียเจ้าก็ไม่ได้เสริมกำลัง ตัวที่เจ็บเจ้าก็ไม่ได้รักษา ตัวที่กระดูกหักเจ้าก็ไม่ได้พันผ้า ตัวที่หลงทางไปเจ้าก็ไม่ได้ไปตามกลับมา ตัวที่หายไปเจ้าก็ไม่ได้เสาะหา แต่เจ้าได้ควบคุมแกะทั้งหลายด้วยการบังคับ และด้วยความเกรี้ยวกราด[๕] ดังนั้นพวกมันจึงกระจัดกระจายไปหมด เพราะไม่มีผู้เลี้ยง และเมื่อกระจัดกระจายไป พวกมันก็ไปเป็นอาหารของสัตว์ป่าทั้งหมด[๖] แกะของเราเร่ร่อนไปตามภูเขาทุกลูกและตามเนินเขาสูง เออ แกะของเรากระจัดกระจายไปทั่วพื้นพิภพ ไม่มีใครเที่ยวค้นหาและไม่มีใครเสาะหาพวกมัน”[๗] “เพราะฉะนั้น ผู้เลี้ยงแกะทั้งหลาย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์[๘] พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า เรามีชีวิตอยู่แน่นอนอย่างไร เพราะว่า แกะของเราได้กลายเป็นเหยื่อ และแกะของเรากลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าทั้งหมดเพราะไม่มีผู้เลี้ยงแกะ และเพราะพวกผู้เลี้ยงแกะของเราไม่ได้ค้นหาแกะของเรา แต่ผู้เลี้ยงแกะพวกนั้นเลี้ยงตัวเขาเอง และไม่ได้เลี้ยงแกะของเรา[๙] เพราะฉะนั้น ผู้เลี้ยงแกะทั้งหลาย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์[๑๐] พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เราเป็นปฏิปักษ์กับพวกผู้เลี้ยงแกะ และเราจะเรียกร้องเอาแกะของเราจากมือพวกเขา และให้เขาหยุดเลี้ยงแกะ พวกผู้เลี้ยงแกะจะไม่ได้เลี้ยงตัวเองอีกต่อไป เราจะช่วยแกะของเราให้พ้นจากปากของพวกเขา เพื่อไม่ให้แกะเป็นอาหารของเขา

๑ ทิโมธี ๓:๑-๑๓
[๑] คำกล่าวนี้สัตย์จริง คือว่าถ้าใครปรารถนาหน้าที่ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร คนนั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ[๒] ผู้ปกครองดูแลนั้นจะต้องเป็นคนที่ไม่มีที่ติ เป็นสามีของหญิงคนเดียว รู้จักประมาณตน มีสติสัมปชัญญะ เป็นคนน่านับถือ มีอัธยาศัยต้อนรับแขก เหมาะที่จะเป็นอาจารย์[๓] ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่ชอบความรุนแรง แต่ผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ชอบการวิวาท ไม่เป็นคนเห็นแก่เงิน[๔] ปกครองครอบครัวของตนได้ดี อบรมบุตร ธิดา ให้มีความนอบน้อมด้วยความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง[๕] (เพราะถ้าชายคนไหนไม่รู้จักปกครองครอบครัวของตน คนนั้นจะดูแลคริสตจักรของพระเจ้าได้อย่างไร?)[๖] เขาจะต้องไม่ใช่คนที่เพิ่งกลับใจใหม่ เกรงว่าเขาจะยโส และถูกลงโทษเช่นเดียวกับมาร[๗] นอกจากนั้นเขาจะต้องมีชื่อเสียงดีในหมู่คนภายนอก เพื่อเขาจะไม่ถูกติเตียนและไม่ติดกับดักของมาร[๘] พวกมัคนายกก็เหมือนกัน จะต้องเป็นคนน่านับถือ ไม่เป็นคนพูดจากลับกลอก ไม่ดื่มสุรามึนเมา ไม่เป็นคนโลภเห็นแก่ได้[๙] และจะต้องเป็นคนที่ยึดมั่นในข้อล้ำลึกของความเชื่อ ด้วยมโนธรรมที่บริสุทธิ์[๑๐] จงทดสอบพวกเขาเสียก่อน และเมื่อเห็นว่าไม่มีข้อตำหนิแล้ว จึงให้พวกเขาทำหน้าที่มัคนายก[๑๑] ส่วนพวกผู้หญิงก็เหมือนกัน ต้องเป็นคนน่านับถือ ไม่ใส่ร้ายคนอื่น รู้จักประมาณตน ซื่อสัตย์ในทุกๆ เรื่อง[๑๒] พวกมัคนายกนั้นจะต้องเป็นสามีของหญิงคนเดียว และสามารถปกครองบุตร ธิดา และครอบครัวของตนได้ดี[๑๓] เพราะว่าคนที่ทำหน้าที่มัคนายกได้ดีก็มีชื่อเสียงดี และมีความกล้าหาญ อย่างยิ่งในความเชื่อที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์

Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน