A A A A A

เพิ่มเติม: [ชั่วร้าย]

๑ โครินธ์ ๑๓:๖
ไม่ชื่นชมยินดีในความอธรรม แต่ชื่นชมยินดีในความจริง

๑ ยอห์น ๕:๑๙
เรารู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า แต่โลกทั้งหมดอยู่ในมือของมารร้าย

๑ พงศ์กษัตริย์ ๑๔:๙
แต่เจ้าได้ทำชั่วยิ่งกว่าทุกคนที่อยู่ก่อนเจ้า เจ้าไปสร้างพระอื่นและรูปหล่อโลหะ และทำให้เราโกรธ และได้เหวี่ยงเราทิ้งเบื้องหลังของเจ้า

๑ พงศ์กษัตริย์ ๑๗:๑๓
แต่เอลียาห์บอกนางว่า “อย่ากลัวเลย จงไปทำตามที่เธอพูด แต่จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉันก่อน แล้วเอามาให้ฉัน ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเธอและลูกของเธอ

๑ เปโตร ๓:๙
อย่าทำชั่วตอบแทนชั่ว หรืออย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้าม จงอวยพร เพราะพระองค์ได้ทรงเรียกให้พวกท่านทำเช่นนั้น เพื่อพวกท่านจะได้รับพระพร

๑ ซามูเอล ๑๒:๒๐
และซามูเอลพูดกับประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย แม้พวกท่านได้ทำความชั่วร้ายทั้งปวงนี้ แต่พวกท่านอย่าหันไปเสียจากการติดตามพระยาห์เวห์ แต่จงปรนนิบัติพระยาห์เวห์ด้วยสิ้นสุดใจของพวกท่าน

๑ ซามูเอล ๑๕:๒๓
เพราะการกบฏก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่วและการไหว้รูปเคารพ เพราะเหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระยาห์เวห์ พระองค์จึงทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์”

๑ เธสะโลนิกา ๕:๒๒
จงเว้นเสียจากสิ่งที่ชั่วทุกอย่าง

๒ พงศาวดาร ๒๙:๖
เพราะบรรพบุรุษทั้งหลายของพวกเราไม่ซื่อสัตย์ และทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเรา พวกเขาละทิ้งพระองค์ แล้วหันหน้าของพวกเขาจากที่ประทับของพระยาห์เวห์ และหันหลังให้

๒ ทิโมธี ๒:๒๒
เพราะฉะนั้นท่านจงหลีกหนีจากตัณหาของคนหนุ่ม และจงมุ่งมั่นในความชอบธรรม ความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับพวกที่ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์

อิสยาห์ ๕:๒๐
วิบัติแก่พวกที่เรียกความชั่วว่าความดี และเรียกความดีว่าความชั่ว พวกที่ถือว่าความมืดคือความสว่าง และความสว่างคือความมืด พวกที่ถือว่าความขมคือความหวาน และความหวานคือความขม

อิสยาห์ 32:6
เพราะคนโง่พูดความโฉดเขลา และใจของเขาก็ปองความชั่ว เพื่อทำการอธรรม และเพื่อพูดเรื่องไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพระยาห์เวห์ เพื่อทำคนหิวให้อดอยาก และไม่ให้คนกระหายได้ดื่ม

ยอห์น 3:20
เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาหาความสว่าง เนื่องจากกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ

ผู้วินิจฉัย ๒:๑๙
แต่เมื่อผู้วินิจฉัยนั้นสิ้นชีวิต เขาทั้งหลายก็หันกลับไปทำชั่วร้ายยิ่งกว่าบรรพบุรุษของเขาโดยติดตามปรนนิบัติ และกราบไหว้พระอื่นๆ เขาไม่เคยละความชั่วที่เคยทำ หรือทิ้งทางดื้อดึงของเขา

โยบ ๔:๘
ตามที่ข้าได้เห็น บรรดาผู้ไถความบาปผิด และผู้หว่านความลำบากก็จะได้เกี่ยวสิ่งนั้น

สุภาษิต 3:7
อย่าคิดว่าตนมีปัญญา จงยำเกรงพระยาห์เวห์ และจงหันจากความชั่วร้าย

สุภาษิต 4:16
เพราะพวกเขานอนไม่หลับ ถ้ามิได้ทำชั่ว พวกเขาจะหลับไม่ลง ถ้ามิได้ทำให้คนสะดุด

สุภาษิต 8:13
ความยำเกรงพระยาห์เวห์คือการเกลียดชังความชั่วร้าย ข้าพเจ้าเกลียดความเย่อหยิ่งและความจองหอง และทางของความชั่วร้ายกับวาจาตลบตะแลง

สุภาษิต 10:29
ทางของพระยาห์เวห์เป็นที่กำบังแข็งแกร่งแก่คนซื่อสัตย์ แต่เป็นความหายนะแก่คนประพฤติชั่ว

สุภาษิต 12:20
ความหลอกลวงอยู่ในใจของคนที่คิดการชั่ว แต่คนที่แนะให้มีสันติภาพก็มีความยินดี

สดุดี 7:14
ดูสิ เขาก่อกรรมชั่วขึ้นแล้ว กำลังตั้งครรภ์ความชั่วช้า และคลอดการมุสาออกมา

สดุดี 28:3
ขออย่าทรงกวาดข้าพระองค์ไปพร้อมกับคนอธรรม กับผู้ทำความชั่ว ผู้พูดกับเพื่อนบ้านอย่างเป็นมิตร แต่การปองร้ายอยู่ในใจของเขา

สดุดี 37:9
เพราะคนที่ทำชั่วจะถูกตัดออกไป แต่ผู้ที่รอคอยพระยาห์เวห์จะได้แผ่นดินเป็นมรดก

สดุดี 50:19
“เจ้าปล่อยปากของเจ้าให้พูดชั่ว และลิ้นของเจ้าปั้นการหลอกลวง

สดุดี 73:7
ตาของเขาทั้งหลายพองด้วยความอ้วนพี ใจของพวกเขาเต็มด้วยความคิดชั่ว

สดุดี 141:4
ขออย่าให้ใจข้าพระองค์เอนเอียงไปหาสิ่งชั่วใดๆ ที่จะทำการอธรรมต่างๆ ร่วมกับคนที่ทำความชั่ว และขออย่าให้ข้าพระองค์กินของโอชะของพวกเขา

โรม 6:12
เพราะฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น

โรม 12:21
อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

มาระโก 7:21-22
[21] เพราะว่าจากภายในมนุษย์หรือจากใจของมนุษย์นั่นแหละที่ความคิดชั่วร้ายเกิดขึ้นมา คือการล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน[22] การเป็นชู้ การโลภ การอธรรม การล่อลวง ราคะตัณหา การอิจฉา การใส่ร้าย ความเย่อหยิ่ง ความเขลา

มัทธิว 12:34-35
[34] โอ พวกชาติงูร้าย ท่านทั้งหลายเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร? ด้วยว่าปากนั้นพูดสิ่งที่มาจากใจ[35] คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา

ยากอบ 1:13-14
[13] อย่าให้คนที่ถูกล่อลวงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้า” เพราะว่าพระเจ้าจะไม่ถูกความชั่วล่อลวง และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงใครเลย[14] แต่ทุกคนถูกล่อลวงด้วยตัณหาของตัวเอง คือถูกตัณหานั้นล่อลวงและชักนำ

ยากอบ ๓:๖-๘
[๖] และลิ้นนั้นเป็นไฟ ลิ้นเป็นโลกชั่วร้ายที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอวัยวะต่างๆ ของเรา มันทำให้ทั้งกายเป็นมลทิน และเผาผลาญวงจรของชีวิต และตัวมันเองก็ถูกเผาผลาญโดยไฟนรก[๗] เพราะว่าสัตว์ทุกชนิด ทั้งนก ทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ในทะเลนั้นทำให้เชื่องได้ และมนุษย์ทำให้พวกมันเชื่องมาแล้ว[๘] แต่ลิ้นนั้นไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำให้เชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ไม่สุข และเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย

โรม ๒:๒๙-๓๒
[๒๙] คนเป็นยิวแท้ คือคนที่เป็นยิวภายใน และการเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ คนอย่างนั้นไม่ได้รับการยกย่องจากมนุษย์ แต่ได้รับจากพระเจ้า[๓๐] ถ้าเช่นนั้นพวกยิวจะได้เปรียบคนอื่นอย่างไร? และการเข้าสุหนัตนั้นจะมีประโยชน์อะไร?[๓๑] มีประโยชน์ทุกอย่าง ประการแรก พวกยิวได้รับมอบให้รักษาพระดำรัสของพระเจ้า[๓๒] ถึงมีบางคนไม่ซื่อสัตย์ ความไม่ซื่อสัตย์ของเขานั้น จะทำให้ความซื่อสัตย์ของพระเจ้าเป็นโมฆะหรือ?

โรม ๒:๘-๑๒
[๘] แต่พระองค์จะทรงพระพิโรธ และลงโทษคนที่มักเห็นแก่ตัวและไม่ประพฤติตามสัจจะ แต่ประพฤติชั่ว[๙] ความทุกขเวทนาจะเกิดแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย[๑๐] แต่ศักดิ์ศรี เกียรติ และสันติสุข จะมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี แก่พวกยิวก่อนและแก่พวกกรีกด้วย[๑๑] เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครเลย[๑๒] พวกที่ไม่มีธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และพวกที่มีธรรมบัญญัติและทำบาป ก็จะต้องถูกพิพากษาตามธรรมบัญญัติ

เอเฟซัส ๖:๑๒-๑๖
[๑๒] เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับพวกภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน[๑๓] เพราะเหตุนี้จงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น และเมื่อทำทุกอย่างแล้วจะยังยืนหยัดอยู่ได้[๑๔] เพราะฉะนั้นจงยืนหยัดไว้ เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นเกราะป้องกันอก[๑๕] และเอาความพรั่งพร้อมในการประกาศข่าวประเสริฐ แห่งสันติสุขมาสวมเป็นรองเท้า[๑๖] และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นี้พวกท่านจะสามารถดับลูกศรเพลิงทั้งหมดของมารร้าย

สุภาษิต ๑๔:๑๖-๒๒
[๑๖] คนมีปัญญาย่อมระวังตัว และหันจากความยุ่งยาก แต่คนโง่ขาดการยับยั้งตนและประมาท[๑๗] คนขี้โมโหทำสิ่งโง่เขลา และคนเจ้าเล่ห์เป็นที่เกลียดชัง[๑๘] คนรู้น้อยได้ความโง่เป็นมรดก แต่คนสุขุมจะมีความรู้เป็นมงกุฎ[๑๙] คนชั่วกราบคนดี คนอธรรมกราบอยู่ที่ประตูบ้านของคนชอบธรรม[๒๐] คนยากจนนั้นแม้เพื่อนบ้านของตนก็รังเกียจ แต่คนมั่งคั่งมีสหายมากมาย[๒๑] คนที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของตนก็เป็นคนบาป แต่คนที่เมตตาคนยากจนก็เป็นสุข[๒๒] คนที่คิดการชั่วนั้นไม่ผิดหรือ? ส่วนคนที่คิดการดีก็พบความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์

โรม ๗:๑๙-๒๕
[๑๙] คือว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ก็ไม่ได้ทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ก็ยังทำอยู่[๒๐] ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้ทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ[๒๑] ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพบว่ามีกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อไรที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำความดี ก็มักจะเลือกทำชั่วซึ่งอยู่ใกล้ตัว[๒๒] เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ก็ชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า[๒๓] แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้อยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในอวัยวะของข้าพเจ้า[๒๔] โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้? ใครจะช่วยให้พ้นจากร่างกายแห่งความตายนี้[๒๕] ขอบพระคุณพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ฉะนั้นทางด้านจิตใจข้าพเจ้ารับใช้ธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ทางฝ่ายเนื้อหนังข้าพเจ้ารับใช้กฎแห่งบาป

มัทธิว ๑๓:๓๖-๔๓
[๓๖] แล้วพระเยซูเสด็จไปจากฝูงชนเข้าไปในบ้าน พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดอธิบายให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าใจอุปมาเรื่องข้าวละมานในนานั้น”[๓๗] พระองค์ตรัสตอบว่า “ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นได้แก่บุตรมนุษย์[๓๘] และนานั้นได้แก่โลก ส่วนเมล็ดพืชดีได้แก่พลเมืองแห่งแผ่นดินของพระเจ้า แต่ข้าวละมานได้แก่พลเมืองของมารร้าย[๓๙] ศัตรูผู้หว่านเมล็ดพืชเลวได้แก่มารนั้น ฤดูเกี่ยวได้แก่เวลาสิ้นยุค และผู้เกี่ยวทั้งหลายนั้นได้แก่ทูตสวรรค์[๔๐] เพราะฉะนั้นเขาเก็บข้าวละมานเผาไฟเสียอย่างไร เมื่อเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น[๔๑] บุตรมนุษย์จะใช้บรรดาทูตสวรรค์ของท่านออกไปเก็บกวาดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิด และพวกผู้ที่ทำชั่วไปจากแผ่นดินของท่าน[๔๒] และจะทิ้งลงในเตาไฟที่ลุกโพลง ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน[๔๓] เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะส่องแสงอยู่ในแผ่นดินพระบิดาของพวกเขาดุจดวงอาทิตย์ ใครมีหูจงฟังเถิด

สุภาษิต ๖:๑๒-๑๙
[๑๒] คนถ่อย คนเลว คือคนที่เที่ยวไปด้วยวาจาคดๆ[๑๓] ตาของเขาก็ขยิบ เท้าของเขาก็ขยับ นิ้วของเขาก็เขยิบชี้ไป[๑๔] ความตลบตะแลงในใจเขาคิดประดิษฐ์ความชั่วร้าย หว่านความแตกร้าวอยู่ทุกเวลา[๑๕] เพราะฉะนั้นความหายนะจะมาถึงเขาอย่างฉับพลัน เขาจะถูกทำลายทันทีโดยไม่มีทางแก้ไข[๑๖] มีหกสิ่งซึ่งพระยาห์เวห์ทรงเกลียด มีเจ็ดสิ่งซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์[๑๗] ได้แก่ ดวงตายโส ลิ้นมุสา และมือที่เข่นฆ่าคนบริสุทธิ์[๑๘] ใจที่คิดแผนเลวร้าย เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความชั่ว[๑๙] พยานเท็จซึ่งหายใจออกมาเป็นคำมุสา และคนที่หว่านความแตกร้าวในหมู่พี่น้อง

ปฐมกาล ๖:๑-๘
[๑] อยู่มามนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนแผ่นดินและมีบุตรหญิง[๒] บุตรชาย ของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์งามดีก็เลือกและรับไว้เป็นภรรยา[๓] พระยาห์เวห์จึงตรัสว่า “วิญญาณของเราจะไม่ต่อสู้กับมนุษย์ตลอดกาล เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง วันเวลาของเขาคือ 120 ปี”[๔] เวลานั้นมีคนเนฟิล อยู่บนแผ่นดิน ภายหลังที่บุตรชายของพระเจ้าเข้าหาบุตรหญิงของมนุษย์และมีบุตร คือ พวกที่เป็นเหล่านักรบในโบราณกาล เป็นพวกที่มีชื่อเสียง[๕] พระยาห์เวห์ทรงเห็นว่าความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา[๖] พระยาห์เวห์เสียพระทัยที่ทรงสร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัสยิ่งนัก[๗] พระยาห์เวห์จึงตรัสว่า “เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน ทั้งมนุษย์และสัตว์ใช้งาน กับสัตว์เลื้อยคลานและนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างพวกเขา”[๘] แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์

๑ ทิโมธี ๖:๒-๑๐
[๒] ส่วนพวกมีนายที่มีความเชื่อก็ต้องไม่ขาดความเคารพนาย เนื่องจากเป็นพี่น้องกันแล้ว แต่กลับจะต้องรับใช้นายให้ดียิ่งขึ้น เพราะว่านายทั้งหลายที่ได้รับประโยชน์จากการรับใช้ของพวกเขานั้น เป็นพวกมีความเชื่อและเป็นที่รัก จงสั่งสอนและกำชับในเรื่องเหล่านี้[๓] ถ้าใครสอนผิดแปลกไป และไม่ยอมเห็นด้วยกับบรรดาพระวจนะที่ถูกต้องของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และกับคำสอนที่สมกับทางพระเจ้า[๔] เขาก็เป็นคนยโสและไม่เข้าใจอะไรเลย เขามีความผิดปกติที่ชอบทุ่มเถียงและโต้แย้งในเรื่องถ้อยคำ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการอิจฉา การวิวาท การกล่าวร้าย การไม่ไว้วางใจ[๕] และการโต้เถียงท่ามกลางพวกที่มีความคิดเสื่อมทรามและสูญเสียความจริง ที่คิดว่าทางพระเจ้านั้นเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์[๖] อันที่จริง การอยู่ในทางพระเจ้าพร้อมกับมีความพอใจก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง[๗] เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน[๘] ถ้ามีอาหารและเสื้อผ้า เราก็ควรพอใจในสิ่งเหล่านั้น[๙] ส่วนพวกที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการล่อลวงและติดกับดักของความอยากมากมายที่โง่เขลาและอันตราย ซึ่งฉุดคนเราให้ลงไปสู่ความพินาศและความย่อยยับ[๑๐] เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย

สดุดี ๓๔:๑๓-๒๑
[๑๓] ก็จงระวังลิ้นของเจ้าจากความชั่ว และอย่าให้ริมฝีปากพูดล่อลวง[๑๔] จงหันจากความชั่ว และจงทำความดี จงแสวงหาสันติภาพ และจงติดตามมันไป[๑๕] พระเนตรของพระยาห์เวห์เฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์สดับคำอ้อนวอนของเขา[๑๖] แต่พระพักตร์ของพระยาห์เวห์ตั้งต่อสู้ผู้ทำความชั่ว เพื่อจะตัดอนุสรณ์ของพวกเขาเสียจากแผ่นดินโลก[๑๗] เมื่อคนชอบธรรมร้องทูล พระยาห์เวห์ทรงสดับ และทรงช่วยกู้เขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้น[๑๘] พระยาห์เวห์ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่ใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้สิ้นหวัง[๑๙] คนชอบธรรมอาจมีความทุกข์ใจหลายอย่าง แต่พระยาห์เวห์ทรงช่วยกู้เขาออกมาให้พ้นหมด[๒๐] พระองค์ทรงปกป้องกระดูกทุกชิ้นของเขา ไม่หักสักซี่เดียว[๒๑] ความชั่วจะสังหารคนอธรรม และบรรดาผู้ที่เกลียดชังคนชอบธรรมจะถูกลงโทษ

สดุดี ๕๒:๑-๙
[๑] ถึงหัวหน้านักร้อง มัสคิลบทหนึ่งของดาวิด เมื่อโดเอก คนเอโดมมาทูลซาอูลว่า “ดาวิดได้มาที่บ้านของอาหิเมเลค” เจ้าผู้มีอำนาจเต็มประดา ไฉนจึงโอ้อวดในการชั่ว? อ้างความรักมั่นคงของพระเจ้าวันยังค่ำ[๒] ลิ้นของเจ้าวางแผนการทำลาย เหมือนมีดโกนคมนะ เจ้านักล่อลวง[๓] เจ้ารักชั่วมากกว่าดี รักการมุสามากกว่าการพูดความจริง เส-ลาห์[๔] เจ้ารักทุกคำที่ทำลาย แหม เจ้าคนร้อยลิ้น[๕] แต่พระเจ้าจะทรงคว่ำเจ้าลงเป็นนิตย์ พระองค์จะทรงฉวยและดึงเจ้าจากเต็นท์ พระองค์จะทรงถอนรากถอนโคนเจ้าจากแดนคนเป็น เส-ลาห์[๖] คนชอบธรรมจะเห็นและเกรงกลัว และจะหัวเราะเยาะคนอธรรมกล่าวว่า[๗] “จงดูบุรุษผู้ไม่ให้พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของตน แต่ไว้ใจในทรัพย์สินมากมายของเขาเอง เขาเข้มแข็งในความปรารถนาชั่ว ”[๘] ส่วนข้าพเจ้า เป็นเหมือนต้นมะกอกเขียวสดในพระนิเวศของพระเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์นิรันดร์[๙] ข้าพระองค์ จะขอบพระคุณพระองค์เป็นนิตย์ เพราะพระองค์ได้ทรงทำเช่นนั้น ต่อหน้าผู้จงรักภักดีของพระองค์ ข้าพระองค์จะประกาศ พระนามของพระองค์ เพราะเป็นพระนามประเสริฐ

ปัญญาจารย์ 9:3-12
[3] นี่แหละเป็นสิ่งสามานย์ ที่มีอยู่ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์คือว่า มีเคราะห์อันเดียวกันที่ตกแก่ทุกคน เออ ใจมนุษย์ก็เต็มด้วยความชั่ว และความบ้าบออยู่ในใจเขาเมื่อมีชีวิต และต่อจากนั้น เขาก็ไปอยู่กับคนตาย[4] ส่วนคนใดที่อยู่ร่วมกับคนที่มีชีวิต คนนั้นก็มีความหวัง เพราะว่าสุนัขเป็นก็ยังดีกว่าสิงโตตาย[5] เพราะว่าคนเป็นย่อมรู้ว่าเขาเองคงจะตาย แต่คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย เขาไม่อาจรับรางวัลอีก เพราะว่าใครๆ ก็พากันลืมเขาเสียหมด[6] ทั้งความรักของพวกเขาและความชัง พร้อมกับความอิจฉาของพวกเขาได้สูญไปนานแล้ว และเขาทั้งหลายจะไม่มีส่วนในสิ่งใดที่เกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์อีกต่อไป[7] ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความเปรมปรีดิ์ และไปดื่มเหล้าองุ่นของเจ้าด้วยความร่าเริงใจ เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว[8] จงให้เสื้อผ้าของเจ้าขาวอยู่เสมอ และศีรษะของเจ้าก็อย่าให้ขาดน้ำมัน[9] เจ้าจงชื่นชมยินดีในชีวิตกับภรรยาซึ่งเจ้ารักตลอดชีวิตอนิจจังที่ได้ประทานให้แก่เจ้าภายใต้ดวงอาทิตย์ตลอดวันเวลาอนิจจังของเจ้า เพราะว่านั่นเป็นรางวัลสำหรับชีวิต และสำหรับการตรากตรำของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ตรากตรำภายใต้ดวงอาทิตย์[10] มือของเจ้าจับงานอะไร ก็จงทำการนั้นด้วยเต็มกำลัง เพราะในแดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้นไม่มีการงาน หรือความคิด หรือความรู้ หรือปัญญา[11] ข้าพเจ้าได้เห็นภายใต้ดวงอาทิตย์อีกว่า คนวิ่งเร็วไม่ชนะในการแข่งขันเสมอไป หรือคนเก่งกาจไม่ชนะสงครามเสมอไป นอกจากนี้ คนมีปัญญาไม่มีอาหารเสมอไป หรือคนฉลาดไม่ร่ำรวยเสมอไป หรือคนรอบรู้ไม่ได้รับความโปรดปรานเสมอไป แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน[12] เพราะมนุษย์ไม่รู้วาระของตน ปลาติดอยู่ในอวนที่เลวร้ายฉันใด และนกถูกดักติดอยู่ในบ่วงแร้วฉันใด บรรดามนุษย์ก็ถูกวาระอันเลวร้ายนั้นดักจับโดยฉับพลันเหมือนกันฉันนั้น

สดุดี 10:2-12
[2] คนอธรรมข่มเหงคนยากจนอย่างลำพองใจ ขอให้เขาติดบ่วงแร้วอุบายที่เขาคิดขึ้นนั้น[3] เพราะคนอธรรมอวดสิ่งที่จิตใจเขาปรารถนา และคนโลภแช่งด่าประณามพระยาห์เวห์[4] ด้วยความหยิ่งยโส คนอธรรมมิได้แสวงหาพระองค์ ความคิดทั้งสิ้นของเขาคือ “ไม่มีพระเจ้า”[5] ทางของคนอธรรมเจริญขึ้นทุกเวลา การพิพากษาของพระองค์อยู่สูงพ้นสายตาของเขา เขาเย้ยหยันบรรดาคู่อริ[6] เขาพูดในใจว่า “ข้าจะไม่หวั่นไหว ทุกชั่วชาติพันธุ์ ข้าจะไม่พบความลำบากเลย”[7] ปากของเขาเต็มไปด้วยการแช่งด่า การล่อลวง และการขู่เข็ญ ใต้ลิ้นของเขามีความชั่วช้าและความเลวทราม[8] เขานั่งซุ่มคอยดักทำร้ายอยู่ตามชนบท และฆ่าคนบริสุทธิ์เสียในที่เร้นลับ ดวงตาเขาสอดส่ายหาคนอนาถา[9] เขาซุ่มอยู่ในที่ลับเหมือนสิงห์อยู่ในพงทึบ เขาซุ่มอยู่เพื่อจับคนยากจน เขาจับคนยากจน แล้วฉุดลากมาเข้าตาข่าย[10] คนอนาถาถูกกดให้จม และล้มลงด้วยกำลังของคนอธรรมนั้น[11] คนอธรรมพูดกับตัวเองว่า “พระเจ้าทรงลืมแล้ว พระองค์ซ่อนพระพักตร์และจะไม่ทรงเห็นเลย”[12] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงลุกขึ้น ข้าแต่พระเจ้า ขอชูพระหัตถ์ขึ้น ขออย่าทรงลืมผู้ถูกข่มเหง

สุภาษิต 16:17-27
[17] ทางหลวงของคนเที่ยงธรรมเบี่ยงเบนออกจากความชั่วร้าย คนที่ระแวดระวังทางของตนก็รักษาชีวิตของตนไว้[18] ความจองหองมาก่อนการถูกทำลาย และใจผยองก็มาก่อนการล้ม[19] เป็นคนถ่อมตัวอยู่กับคนยากจน ก็ดีกว่าแบ่งของที่ริบมาได้กับคนเย่อหยิ่ง[20] ผู้ใส่ใจพระวจนะ จะเจริญรุ่งเรือง และคนที่วางใจในพระยาห์เวห์จะสุขสบาย[21] คนมีปัญญาเรียกได้ว่าเป็นคนมีความเข้าใจ และวาจาอ่อนหวานเพิ่มอำนาจการสั่งสอน[22] ปัญญาเป็นน้ำพุแห่งชีวิตแก่ผู้เป็นเจ้าของ แต่ความโง่เป็นการลงโทษแก่คนโง่[23] ใจของคนมีปัญญาทำให้วาจาของเขาสุขุม และเพิ่มอำนาจการสั่งสอนแก่ปากของเขา[24] ถ้อยคำแช่มชื่นเป็นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นพลานามัยแก่ร่างกาย[25] มีทางหนึ่งซึ่งคนเราคิดว่าถูก แต่ปลายทางคือความมรณา[26] ความหิวของคนงานทำงานให้เขา เพราะปากของเขากระตุ้นเขาไป[27] คนถ่อยคิดแผนชั่วปองร้ายคนอื่น คำพูดจากริมฝีปากของเขาเหมือนไฟลวก

สดุดี ๓๖:๑-๑๒
[๑] ถึงหัวหน้านักร้อง ของดาวิด ผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์ การละเมิดพูดในใจของคนอธรรมว่า เขาไม่เห็นจะต้องหวาดกลัวพระเจ้า[๒] เพราะเขาป้อยอตนเองในสายตาของตนว่า ไม่มีผู้ใดพบความชั่วของเขาและรังเกียจมัน[๓] ถ้อยคำจากปากของเขาก็ชั่วร้ายและหลอกลวง เขาเลิกประพฤติอย่างฉลาดและเลิกทำความดี[๔] เขาวางแผนชั่วเมื่ออยู่บนที่นอน เขาพาตัวเองไปอยู่ในทางที่ไม่ดี เขามิได้ปฏิเสธความชั่ว[๕] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความรักมั่นคงของพระองค์แผ่ไปถึงฟ้าสวรรค์ ความซื่อสัตย์ของพระองค์ไปถึงเมฆ[๖] ความชอบธรรมของพระองค์เหมือนภูเขาสูงตระหง่าน ความยุติธรรมของพระองค์เหมือนที่ลึกยิ่ง ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงช่วยทั้งมนุษย์และสัตว์ให้รอด[๗] ข้าแต่พระเจ้า ความรักมั่นคงของพระองค์ล้ำเลิศยิ่งนัก มนุษย์ทั้งหลายเข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกพระองค์[๘] พวกเขาอิ่มด้วยความอุดมสมบูรณ์แห่งพระนิเวศของพระองค์ และพระองค์ทรงให้เขาดื่มจากแม่น้ำแห่งความสุขเกษมของพระองค์[๙] เพราะน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์ เราเห็นความสว่างโดยความสว่างของพระองค์[๑๐] ขอทรงให้ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เรื่อยไปแก่ผู้ที่รู้จักพระองค์ และความชอบธรรมของพระองค์ แก่คนใจซื่อ[๑๑] ขออย่าให้เท้าของคนจองหองเหยียบย่ำข้าพระองค์ และอย่าให้มือของคนอธรรมขับไล่ข้าพระองค์ไปเสีย[๑๒] แล้วบรรดาผู้ทำความชั่วก็ล้มอยู่ที่นั่น เขาถูกผลักลง และลุกขึ้นอีกไม่ได้

สุภาษิต ๑:๘-๑๙
[๘] ลูกเอ๋ย จงฟังคำสั่งสอนของพ่อเจ้า และอย่าทิ้งคำสอนของแม่เจ้า[๙] เพราะสองสิ่งนั้นเป็นมงคลงามที่ศีรษะเจ้า เป็นสร้อยรอบคอเจ้า[๑๐] ลูกเอ๋ย ถ้าคนบาปล่อชวนเจ้า อย่าได้ยอมตาม[๑๑] ถ้าพวกเขาพูดว่า “มากับเราเถิด ให้เราหมอบคอยเอาเลือดคน ให้เราซุ่มทำร้ายคนบริสุทธิ์เล่น เถิด[๑๒] ให้เรากลืนพวกเขาทั้งเป็นอย่างแดนคนตาย และกลืนเขาทั้งตัว อย่างคนเหล่านั้นที่ลงหลุมมรณา[๑๓] เราจะพบของล้ำค่าทุกอย่าง เราจะบรรจุบ้านเราให้เต็มด้วยของที่ปล้นมาได้[๑๔] จงเข้าส่วนกับเรา เราทุกคนจะมีเงินถุงเดียวกัน”[๑๕] ลูกเอ๋ย อย่าเดินในทางนั้นกับพวกเขา จงยั้งเท้าของเจ้าจากวิถีของพวกเขา[๑๖] เพราะว่าเท้าของพวกเขาวิ่งไปหาความชั่วร้าย และพวกเขารีบเร่งไปฆ่าคน[๑๗] เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะขึงข่ายให้นกเห็น[๑๘] แต่คนเหล่านี้หมอบคอยเอาเลือดตนเอง พวกเขาซุ่มทำร้ายชีวิตตัวเอง[๑๙] ทางของทุกคนที่หากำไรด้วยความทารุณโหดร้าย ก็อย่างนี้แหละ มันย่อมคร่าเอาชีวิตเจ้าของนั้นเอง

อิสยาห์ ๕๙:๔-๑๕
[๔] ไม่มีใครฟ้องร้องอย่างยุติธรรม ไม่มีใครสู้ความอย่างซื่อสัตย์ เขาวางใจสิ่งไร้สาระ เขาพูดเท็จ เขาตั้งท้องความชั่วและคลอดความบาป[๕] พวกเขาฟักไข่งูทับทาง เขาทอใยแมงมุม คนที่กินไข่ของพวกเขาก็ตาย ไข่ใบไหนถูกทุบแตก งูกะปะก็ออกมา[๖] ใยของพวกเขาใช้เป็นเสื้อผ้าไม่ได้ เขาก็ไม่อาจเอาผลงานของเขาไปคลุมตัว ผลงานของพวกเขาเป็นผลงานชั่วร้าย และการกระทำรุนแรงก็อยู่ในมือของเขา[๗] เท้าของพวกเขาวิ่งไปหาความชั่ว และเขารีบไปหลั่งเลือดของผู้ไร้ความผิด ความคิดของพวกเขาเป็นความคิดชั่วร้าย การล้างผลาญและการทำลายอยู่ในหนทางของเขา[๘] พวกเขาไม่รู้จักทางสันติภาพ ไม่มีความยุติธรรมในวิถีของเขา พวกเขาทำให้หนทางของเขาคดเคี้ยว ทุกคนที่เดินในทางนั้นจะไม่รู้จักสันติภาพ[๙] เพราะฉะนั้น ความยุติธรรมจึงอยู่ห่างไกลจากพวกเรา และความชอบธรรมตามเราไม่ทัน พวกเราคาดหวังความสว่าง แต่ดูสิ มีความมืด คาดหวังความสุกใส แต่เราเดินในความมืดคลุ้ม[๑๐] เราคลำหากำแพงเหมือนคนตาบอด เราคลำหาเหมือนคนไม่มีตา เวลาเที่ยงวันพวกเราสะดุดเหมือนเวลาโพล้เพล้ ท่ามกลางคนมีกำลัง เราก็เหมือนคนตาย[๑๑] พวกเราทุกคนครางเหมือนหมี เราครวญครางเหมือนนกพิราบ เราคาดหวังความยุติธรรม แต่ไม่มีเลย คาดหวังความรอด แต่มันก็อยู่ห่างไกลจากเรา[๑๒] เพราะการทรยศของพวกข้าพระองค์ทวีขึ้นต่อพระองค์ และบาปของพวกข้าพระองค์ก็ปรักปรำพวกข้าพระองค์ เพราะการทรยศของพวกข้าพระองค์อยู่กับพวกข้าพระองค์ และพวกข้าพระองค์ตระหนักถึงบาปชั่วของพวกข้าพระองค์[๑๓] คือการทรยศและการปฏิเสธพระยาห์เวห์ การหันไปจากการติดตามพระเจ้าของพวกข้าพระองค์ การพูดจาแบบกดขี่และการกบฏ การกล่าวคำเท็จที่ก่อกำเนิดจากใจ[๑๔] ความยุติธรรมก็หันกลับ และความชอบธรรมก็ยืนอยู่ไกล เพราะความจริงล้มลงที่ลานเมือง และความเที่ยงตรงเข้าไปไม่ได้[๑๕] ความจริงขาดหายไป และผู้พรากจากความชั่วก็ทำให้ตัวเองถูกปล้น พระยาห์เวห์ทรงเห็นก็ไม่ชื่นชอบในสายพระเนตร ที่ไม่มีความยุติธรรม

เยเรมีย์ 18:8-20
[8] แต่ถ้าประชาชาตินั้น ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้ หันเสียจากความชั่วของตน เราก็จะกลับใจจากโทษ ซึ่งเราได้ตั้งใจจะทำแก่ชาตินั้นเสีย[9] และถ้าเวลาใดก็ตาม เราได้ประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะสร้างขึ้นและปลูกฝังไว้[10] และชาตินั้นได้ทำชั่วในสายตาของเรา ไม่ฟังเสียงของเรา เราก็จะกลับใจจากความดีซึ่งเราตั้งใจจะทำกับชาตินั้นเสีย[11] เพราะฉะนั้น ตอนนี้จงกล่าวแก่คนยูดาห์และชาวเมืองเยรูซาเล็มว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ เรากำลังก่อสิ่งร้ายไว้สู้เจ้า และคิดแผนงานอย่างหนึ่งไว้สู้เจ้า ทุกคนจงกลับเสียจากทางชั่วของตน จงซ่อมทางและการกระทำของเจ้าทั้งหลาย’[12] “แต่เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘เหลวไหล เราจะดำเนินตามแผนงานของเราเอง และต่างจะทำตามความดื้อดึงแห่งจิตใจชั่วของตน’[13] “เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์จึงตรัสดังนี้ว่า จงไปเที่ยวถามดูท่ามกลางประชาชาติว่า ใครเคยได้ยินเหมือนอย่างนี้บ้าง? อิสราเอลพรหมจารีนั้น ได้ทำสิ่งที่น่าหวาดเสียวยิ่งนัก[14] หิมะแห่งเลบานอนจะหายไปจาก เนินผาหิน นั้นหรือ? บรรดาน้ำเย็นที่ไหลมาจากต่างถิ่น จะแห้งไปหรือ?[15] แต่ประชากรของเราได้ลืมเราเสีย เขาทั้งหลายเผาเครื่องหอมบูชาพระเท็จ เขาได้สะดุดในหนทางของเขา ในถนนโบราณ และเข้าไปตามซอกซอย ไม่ไปตามถนนหลวง[16] ได้ทำให้แผ่นดินของพวกเขาเป็นที่ร้างเปล่า เป็นสิ่งที่ถูกเยาะเย้ยอยู่เป็นนิตย์ ทุกคนที่ผ่านไปก็หวาดหวั่น และสั่นศีรษะของเขา[17] เราจะกระจายเขาออกไปอย่างลมตะวันออก ต่อหน้าศัตรู เราจะหันหลังให้เขาแทนที่จะหันหน้าให้ ในวันแห่งภัยพิบัติของเขานั้น”[18] แล้วเขากล่าวว่า “มาเถิด ให้เราคิดแผนปองร้ายเยเรมีย์ เพราะว่าธรรมบัญญัติย่อมไม่สูญหายไปจากปุโรหิต หรือคำปรึกษาจากนักปราชญ์ หรือถ้อยคำจากผู้เผยพระวจนะ มาเถิด ให้เราโจมตีเขาด้วยลิ้น และอย่าให้เราฟังคำของเขาเลย”[19] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงฟังข้าพระองค์ และขอทรงฟังเสียงปรปักษ์ของข้าพระองค์เถิด[20] ความชั่วเป็นสิ่งตอบแทนความดีหรือ? แต่พวกเขาได้ขุดหลุมไว้หมายเอาชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงระลึกว่าข้าพระองค์ยืนเฝ้าพระองค์ ทูลขอสิ่งดีเพื่อเขา เพื่อจะหันพระพิโรธของพระองค์ไปเสียจากเขา

สุภาษิต ๑๑:๖-๒๗
[๖] ความชอบธรรมของคนเที่ยงธรรมย่อมช่วยกู้เขา แต่คนทรยศจะถูกความอยากของตนจับเป็นเชลย[๗] เมื่อคนอธรรมตาย ความมุ่งหวังของเขาก็มลายไป และความใฝ่ฝันของผู้มีอิทธิพลก็สลาย[๘] คนชอบธรรมได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากความลำบาก และคนอธรรมเข้าไปแทนที่[๙] คนที่ไม่นับถือพระเจ้าทำลายเพื่อนบ้านของเขาด้วยปาก แต่คนชอบธรรมจะรอดพ้นด้วยความรู้[๑๐] เมื่อคนชอบธรรมอยู่เย็นเป็นสุข บ้านเมืองก็เปรมปรีดิ์ และเมื่อคนอธรรมพินาศ ก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี[๑๑] โดยพรของคนเที่ยงธรรม บ้านเมืองก็เป็นที่ยกย่อง แต่โดยปากของคนอธรรม บ้านเมืองก็ล่มจม[๑๒] คนที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของตนย่อมไม่มีสามัญสำนึก แต่คนที่มีความเข้าใจก็นิ่งเงียบ[๑๓] คนที่เที่ยวซุบซิบก็เผยความลับ แต่คนที่ไว้วางใจได้ย่อมปิดเรื่องไว้ได้[๑๔] เมื่อไม่มีการชี้แนะ ประชาชนก็ล้มลง แต่โดยมีที่ปรึกษามาก ก็มีความปลอดภัย[๑๕] ผู้ที่ค้ำประกันให้คนอื่นจะต้องทนทุกข์ แต่ผู้ที่เกลียดการค้ำประกันย่อมปลอดภัย[๑๖] หญิงที่มีใจเมตตา ย่อมได้รับเกียรติ แต่ชายใจร้ายย่อมมั่งคั่ง[๑๗] คนมีความเมตตาย่อมให้ประโยชน์แก่ตน แต่คนดุร้ายย่อมทำให้ตัวเองเจ็บ[๑๘] คนอธรรมได้ค่าจ้างที่หลอกลวง แต่คนที่หว่านความชอบธรรมจะได้บำเหน็จที่แน่นอน[๑๙] คนที่ตั้งมั่นอยู่ในความชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ แต่คนที่ติดตามความชั่วร้ายจะถึงความตาย[๒๐] พระยาห์เวห์ทรงเกลียดชังใจตลบตะแลง แต่พอพระทัยคนที่ดำเนินชีวิตอย่างไร้ตำหนิ[๒๑] คนชั่วร้ายจะถูกลงโทษแน่ แต่คนชอบธรรมจะได้รับการช่วยกู้[๒๒] สตรีงามที่ปราศจากวิจารณญาน ก็เหมือนห่วงทองคำที่จมูกหมู[๒๓] ความปรารถนาของคนชอบธรรมล้วนแต่ดีเท่านั้น ความหวังของคนอธรรมคือความพิโรธ[๒๔] บางคนยิ่งแจกจ่ายยิ่งมั่งคั่ง บางคนยิ่งหวงสิ่งที่ควรจ่ายแจกก็ยิ่งขัดสน[๒๕] คนใจกว้างย่อมเจริญรุ่งเรือง คนที่ให้น้ำคนอื่นย่อมได้น้ำตอบแทน[๒๖] ประชาชนแช่งผู้กักตุนข้าว แต่พระพรอยู่บนศีรษะของผู้ขายข้าว[๒๗] คนที่แสวงหาความดี ก็เสาะหาความโปรดปราน แต่คนที่หาความชั่วร้าย มันก็จะมาหาเขา

โยบ 15:1-35
[1] แล้วเอลีฟัสชาวเทมานตอบว่า[2] “ควรที่คนมีปัญญาจะตอบด้วยความรู้ลมๆ แล้งๆ และบรรจุลมตะวันออกให้เต็มตัวหรือ?[3] ควรที่เขาจะโต้แย้งกันในการพูดอันไร้ประโยชน์ หรือด้วยถ้อยคำซึ่งไม่เป็นแก่นสารหรือ?[4] แต่ท่านกำลังขจัดความยำเกรงพระเจ้าเสีย และขัดขวางการภาวนาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า[5] เพราะความชั่วของท่านสอนปากของท่าน และท่านเลือกเอาลิ้นของคนเจ้าเล่ห์[6] ปากของท่านกล่าวโทษท่านเอง ไม่ใช่ข้า และริมฝีปากของท่านปรักปรำท่านเอง[7] “ท่านเป็นมนุษย์คนแรกที่เกิดมาหรือ? ท่านคลอดมาก่อนเนินเขาหรือ?[8] ท่านได้ฟังในสภาของพระเจ้าหรือ? และท่านจำกัดปัญญาไว้เฉพาะตัวท่านหรือ?[9] ท่านทราบอะไรที่พวกเราไม่ทราบบ้าง? ท่านเข้าใจอะไรที่ไม่กระจ่างแก่เราเล่า?[10] ในพวกเรามีคนผมหงอกและคนสูงอายุ แก่ยิ่งกว่าบิดาของท่าน[11] ท่านเห็นคำปลอบโยนของพระเจ้าเป็นของเล็กน้อยไปหรือ? คือถ้อยคำที่พูดกับท่านอย่างสุภาพนั้น[12] ไฉนท่านจึงปล่อยตัวไปตามใจ? ไฉนดวงตาท่านจึงลุกเป็นไฟ?[13] คือการที่ท่านหันจิตใจต่อสู้พระเจ้า และให้ถ้อยคำอย่างนี้ออกจากปากท่าน[14] มนุษย์เป็นอะไรเล่า เขาจึงจะสะอาดได้? ผู้เกิดมาโดยผู้หญิงเป็นอะไรเล่า เขาจึงจะชอบธรรมได้?[15] ดูเถิด แม้ทูตสวรรค์ ของพระองค์ พระองค์ก็ไม่วางพระทัย เออ ในสายพระเนตรของพระองค์ ฟ้าสวรรค์ก็ไม่สะอาด[16] แล้วผู้ที่น่าเกลียดน่าชังและเสื่อมทราม ผู้ดื่มความอธรรมเหมือนดื่มน้ำ จะสะอาดน้อยยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด[17] “ฟังข้าซิ ข้าจะบอกท่าน สิ่งใดที่ข้าเห็น ข้าจะกล่าว[18] (สิ่งที่คนมีปัญญาได้บอกกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษและมิได้ปิดบังไว้[19] ผู้ได้รับแผ่นดินแต่พวกเดียว และไม่มีคนต่างด้าวผ่านไปท่ามกลางพวกเขา)[20] คนอธรรมทนทุกข์ทรมานตลอดอายุของเขา ตลอดหลายปีที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้โหดเหี้ยม[21] เสียงน่ากลัวอยู่ในหูของเขา ผู้ทำลายจะมาหาเขาในยามมั่งมีศรีสุข[22] เขาไม่เชื่อว่าเขาจะกลับออกมาจากความมืด เขาจะต้องตายด้วยดาบ[23] เขาพเนจรไปเพื่อหาอาหาร กล่าวว่า ‘มันอยู่ที่ไหนนะ?’ เขาทราบว่า วันแห่งความมืดอยู่แค่เอื้อม[24] ความทุกข์ใจและความแสนระทมทำให้เขาคร้ามกลัว มันชนะเขาเหมือนอย่างพระราชาเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการศึก[25] เพราะเขาได้เหยียดมือของเขาออกสู้พระเจ้า และตั้งตัวท้าทายองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์[26] เขาวิ่งเข้าใส่พระองค์อย่างดื้อดึง พร้อมกับโล่ที่มีปุ่มหนา[27] เพราะว่าเขาได้คลุมหน้าด้วยความอ้วนของเขาแล้ว และรวบรวมไขมันมาไว้ที่บั้นเอว[28] และได้อาศัยอยู่ในเมืองร้างเปล่า ในเรือนซึ่งมนุษย์ไม่ควรจะอยู่ ซึ่งทรงกำหนดไว้ให้เป็นกองปรักหักพัง[29] เขาจะไม่มั่งมี และทรัพย์สมบัติของเขาจะไม่ทนทาน และมันจะไม่เพิ่มพูนขึ้นในแผ่นดิน[30] เขาจะหนีความมืดไม่พ้น เปลวเพลิงจะทำให้หน่อของเขาแห้งไป และเขาจะต้องจากไปโดยลมพระโอษฐ์[31] อย่าให้เขาวางใจในความอนิจจัง ซึ่งเป็นการลวงตนเอง เพราะความอนิจจังจะเป็นสิ่งตอบแทนเขา[32] จะจ่ายให้เขาเต็มอัตราก่อนเวลาของเขา และกิ่งของเขาจะไม่เขียว[33] เขาจะเป็นเหมือนเถาองุ่นที่ลูกองุ่นดิบหล่น และเป็นดังต้นมะกอกที่ดอกบานร่วง[34] เพราะพวกพ้องคนอธรรมนั้นเป็นหมัน และไฟเผาผลาญเต็นท์ที่ได้จากสินบน[35] เขาทั้งหลายตั้งท้องความชั่วและคลอดความร้ายออกมา และจิตใจของเขาตระเตรียมการล่อลวง”

Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน