A A A A A

เพิ่มเติม: [การเป็นทาส]

๑ โครินธ์ 7:21
พระเจ้าทรงเรียกท่านเมื่อยังเป็นทาสอยู่หรือ? อย่าเป็นห่วงเลย แต่ถ้าท่านสามารถเป็นไทได้ ก็จงใช้สิทธิ์นั้น

๑ เปโตร 2:16-18
[16] จงดำเนินชีวิตอย่างคนมีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อทำความชั่ว แต่จงดำเนินชีวิตอย่างผู้รับใช้ของพระเจ้า[17] จงให้เกียรติทุกคน จงรักพวกพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้า จงถวายเกียรติแด่จักรพรรดิ[18] พวกท่านที่เป็นคนใช้ จงยอมอยู่ใต้บังคับนายของพวกท่านด้วยความยำเกรงทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะนายที่เป็นคนใจดีและเห็นอกเห็นใจเท่านั้น แต่ทั้งนายที่ร้ายด้วย

๑ ทิโมธี 1:10
พวกที่ล่วงประเวณี ชายรักร่วมเพศทั้งหลาย พวกโจรลักพาตัว พวกโกหก พยานเท็จทั้งหลาย และอะไรต่อมิอะไร ที่ขัดกับคำสอนที่ถูกต้อง

๑ ทิโมธี 6:1
จงให้คนทั้งหลายที่อยู่ใต้แอกของความเป็นทาส ถือว่านายของตนนั้นเป็นผู้สมควรได้รับเกียรติทุกอย่าง เพื่อว่าพระนามของพระเจ้าและคำสอนจะไม่ถูกดูหมิ่น

โคโลสี 3:22
ทาสทั้งหลายจงเชื่อฟังนายของตนในโลกนี้ ทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่เมื่ออยู่ในสายตาเหมือนอย่างพวกประจบสอพลอ แต่ทำด้วยจริงใจโดยความเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า

โคโลสี 4:1
นายทั้งหลายจงทำต่อทาสของตนอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกัน เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าท่านมีเจ้านายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย

เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๓:๑๕
“ถ้ามีทาสหนีจากนายของเขามาอยู่กับท่าน ห้ามจับทาสนั้นไปส่งนายของเขา

เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๔:๗
“ถ้าชายคนใดถูกจับได้ว่าลักลอบเอาพี่น้องคนอิสราเอลคนหนึ่งคนใดไปใช้เป็นทาสหรือขายเสีย ขโมยคนนั้นจะต้องตาย ดังนั้นท่านจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน

เอเฟซัส ๖:๕-๙
[๕] ท่านทั้งหลายที่เป็นทาส จงเชื่อฟังนายฝ่ายโลกด้วยความเกรงกลัว ตัวสั่นและด้วยจริงใจ เหมือนที่ทำต่อพระคริสต์[๖] ไม่เฉพาะแต่ขณะอยู่ในสายตาอย่างพวกประจบสอพลอ แต่เหมือนอย่างทาสของพระคริสต์ที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ[๗] จงรับใช้นายด้วยความกระตือรือร้น อย่างที่ทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์[๘] เพราะพวกท่านรู้ว่าใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าทาสหรือไท[๙] ส่วนท่านทั้งหลายที่เป็นนายก็จงทำต่อทาสในทำนองเดียวกัน คืออย่าขู่เข็ญ เพราะท่านรู้ว่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้านายของพวกเขาและของพวกท่านนั้นอยู่บนสวรรค์ และพระองค์ไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครเลย

อพยพ ๒๑:๒
“ถ้าเจ้าซื้อคนฮีบรูไว้เป็นทาส เขาจะปรนนิบัติเจ้าหกปี แต่ปีที่เจ็ดเขาจะได้เป็นอิสระโดยไม่ต้องเสียค่าไถ่

อพยพ ๒๑:๗-๓๒
[๗] “ถ้าชายใดขายบุตรหญิงเป็นทาส หญิงนั้นจะไม่ได้เป็นไทอย่างที่ทาสเป็น[๘] ถ้าหญิงนั้นไม่เป็นที่พอใจของนายที่ยกเธอขึ้นเป็นภรรยาน้อยของตน นายต้องยอมให้เธอถูกไถ่คืน แต่นายไม่มีสิทธิ์จะขายหญิงนั้นให้แก่ชาวต่างประเทศ เพราะนายทำผิดสัญญาต่อหญิงนั้นแล้ว[๙] ถ้านายยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยาของบุตรชายของตน ก็ให้นายปฏิบัติต่อหญิงนั้นดุจเป็นบุตรหญิงของตน[๑๐] ถ้าเขาเอาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา ห้ามเขาลดอาหารการกิน เสื้อผ้า และประเพณีผัวเมียกับคนเก่า[๑๑] ถ้าเขาไม่ได้ทำสามอย่างนี้แก่เธอ หญิงนั้นจะไปก็ได้โดยไม่ต้องมีค่าไถ่ ไม่ต้องเสียเงิน[๑๒] “ผู้ใดทุบตีคนหนึ่งให้ตาย ผู้นั้นจำต้องรับโทษถึงตายเหมือนกัน[๑๓] ถ้าผู้ใดไม่ได้เจตนาฆ่าเขา แต่เขาตายเพราะพระเจ้าทรงปล่อยให้ตายด้วยมือของผู้นั้น เราจะกำหนดที่แห่งหนึ่งแก่เจ้าให้เขาหนีไปที่นั่น[๑๔] แต่ถ้าผู้ใดเจตนาหักหลังฆ่าเพื่อนบ้าน ก็ให้ดึงตัวเขาไปจากแท่นบูชาของเรา เพื่อลงโทษให้ถึงตาย[๑๕] “ผู้ใดทุบตีบิดามารดาของตน ผู้นั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๖] “ผู้ใดลักคนไปขายก็ดี หรือมีผู้พบคนที่ถูกลักไปอยู่ในมือของผู้นั้นก็ดี ผู้ลักนั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๗] “ผู้ใดด่าแช่งบิดามารดาของตน ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๘] “ถ้าผู้ชายวิวาทกัน และฝ่ายหนึ่งเอาหินขว้างหรือชก แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เจ็บป่วยต้องนอนพัก[๑๙] ถ้าผู้บาดเจ็บนั้นลุกขึ้น ถือไม้เท้าเดินออกไปได้อีก ผู้ตีนั้นก็พ้นโทษ เพียงแต่จะต้องเสียค่าทำขวัญ และค่ารักษาพยาบาลจนเขาหายเป็นปกติ[๒๐] “ถ้าผู้ใดทุบตีทาสชายหญิงของตนด้วยไม้จนตายคามือ ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษ[๒๑] หากว่าทาสนั้นมีชีวิตต่อไปได้วันหนึ่ง หรือสองวันจึงตาย นายก็ไม่ต้องถูกปรับโทษ เพราะทาสเป็นทรัพย์สินของนาย[๒๒] “ถ้าผู้ชายตีกัน แล้วไปถูกหญิงมีครรภ์ทำให้เด็กของนางออกมา แต่ไม่มีอันตราย ผู้นั้นจะถูกปรับตามแต่สามีของหญิงนั้นจะเรียกร้องเอาจากเขา และเขาจะต้องเสียตามที่ผู้พิพากษาตัดสิน[๒๓] ถ้าหากมีอันตราย ก็ให้วินิจฉัยดังนี้คือชีวิตแทนชีวิต[๒๔] ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า[๒๕] รอยไหม้แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยช้ำแทนรอยช้ำ[๒๖] “ถ้าผู้ใดตีถูกตาของทาสชายหญิงแล้วทำให้บอดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระ เนื่องด้วยตาของเขา[๒๗] ถ้าผู้ใดทำให้ฟันของทาสชายหญิงหลุดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระเนื่องด้วยฟันของเขา[๒๘] “ถ้าโคขวิดชายหรือหญิงถึงตาย จงเอาหินขว้างโคนั้นให้ตาย และห้ามกินเนื้อของมัน แต่เจ้าของโคตัวนั้นไม่มีโทษ[๒๙] แต่ถ้าโคนั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีผู้มาเตือนให้เจ้าของทราบ แต่เจ้าของไม่ได้กักขังมันไว้ มันจึงขวิดชายหรือหญิงถึงตาย ให้เอาหินขว้างโคนั้นเสียให้ตาย และให้ลงโทษเจ้าของถึงตายด้วย[๓๐] ถ้าจะเรียกร้องการชดใช้จากผู้นั้น เขาต้องเสียค่าไถ่แทนชีวิตของเขาตามที่ได้เรียกร้อง[๓๑] หากโคนั้นขวิดบุตรชายหรือบุตรหญิง ก็จงปรับโทษตามกฎนี้เช่นกัน[๓๒] ถ้าโคนั้นขวิดทาสชายหญิงของผู้ใด เจ้าของโคต้องให้เงินสามสิบเชเขลแก่นายของทาสนั้น แล้วต้องเอาหินขว้างโคนั้นให้ตายเสียด้วย

กาลาเทีย ๓:๒๘
จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์

กาลาเทีย ๕:๑
เพื่อเสรีภาพนั้นเองพระคริสต์จึงได้ทรงให้เราเป็นไท เพราะฉะนั้น จงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกของการเป็นทาสอีกเลย

อพยพ ๒๑:๑๖
“ผู้ใดลักคนไปขายก็ดี หรือมีผู้พบคนที่ถูกลักไปอยู่ในมือของผู้นั้นก็ดี ผู้ลักนั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตาย

เลวีนิติ ๒๕:๓๙
“ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและอยู่ใกล้ชิดเจ้าและขายตัวให้แก่เจ้า ห้ามใช้เขาทำงานเป็นทาส

ลูกา ๔:๑๘
“พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า สถิตกับข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ

ฟีเลโมน ๑:๑๖
เขาไม่ได้เป็นทาสอีกต่อไป แต่ดียิ่งกว่าทาส คือเป็นพี่น้องที่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้า และสำหรับท่านเขาเป็นมากยิ่งกว่านั้นอีก ทั้งในฐานะที่เขาเป็นอยู่ในสังคมและในฐานะที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า

สุภาษิต ๒๒:๑๖
คนที่บีบบังคับคนยากจนเพื่อให้ตนมั่งมี และคนที่ให้แก่คนมั่งคั่ง จะมาถึงความขัดสนแน่นอน

ทิตัส ๒:๙-๑๐
[๙] จงให้ทาสทั้งหลายเชื่อฟังนายของตน และทำสิ่งที่ถูกใจนายทุกอย่าง อย่าให้เถียงเลย[๑๐] อย่าให้ยักยอกแต่ให้สำแดงความซื่อสัตย์และดีงามในทุกอย่าง เพื่อเขาทั้งหลายจะเทิดพระเกียรติพระดำรัสสอนของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเราในทุกๆ ด้าน

ลูกา ๑๒:๔๗-๔๘
[๔๗] บ่าวคนที่รู้ใจนายและไม่ได้เตรียมตัวไว้ ไม่ได้ทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนอย่างหนัก[๔๘] แต่คนที่ไม่รู้ แล้วทำสิ่งที่สมควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนเพียงเล็กน้อย คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก และคนที่ได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากคนนั้นมาก

อพยพ ๒๑:๒๐-๒๗
[๒๐] “ถ้าผู้ใดทุบตีทาสชายหญิงของตนด้วยไม้จนตายคามือ ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษ[๒๑] หากว่าทาสนั้นมีชีวิตต่อไปได้วันหนึ่ง หรือสองวันจึงตาย นายก็ไม่ต้องถูกปรับโทษ เพราะทาสเป็นทรัพย์สินของนาย[๒๒] “ถ้าผู้ชายตีกัน แล้วไปถูกหญิงมีครรภ์ทำให้เด็กของนางออกมา แต่ไม่มีอันตราย ผู้นั้นจะถูกปรับตามแต่สามีของหญิงนั้นจะเรียกร้องเอาจากเขา และเขาจะต้องเสียตามที่ผู้พิพากษาตัดสิน[๒๓] ถ้าหากมีอันตราย ก็ให้วินิจฉัยดังนี้คือชีวิตแทนชีวิต[๒๔] ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า[๒๕] รอยไหม้แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยช้ำแทนรอยช้ำ[๒๖] “ถ้าผู้ใดตีถูกตาของทาสชายหญิงแล้วทำให้บอดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระ เนื่องด้วยตาของเขา[๒๗] ถ้าผู้ใดทำให้ฟันของทาสชายหญิงหลุดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระเนื่องด้วยฟันของเขา

เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๓:๑๕-๑๖
[๑๕] “ถ้ามีทาสหนีจากนายของเขามาอยู่กับท่าน ห้ามจับทาสนั้นไปส่งนายของเขา[๑๖] จงให้ทาสนั้นอยู่กับท่าน ในหมู่พวกท่าน ในที่ซึ่งเขาจะเลือกในเมืองหนึ่งเมืองใดตามความพอใจของเขา ห้ามกดขี่เขา

๑ ทิโมธี ๖:๑-๒
[๑] จงให้คนทั้งหลายที่อยู่ใต้แอกของความเป็นทาส ถือว่านายของตนนั้นเป็นผู้สมควรได้รับเกียรติทุกอย่าง เพื่อว่าพระนามของพระเจ้าและคำสอนจะไม่ถูกดูหมิ่น[๒] ส่วนพวกมีนายที่มีความเชื่อก็ต้องไม่ขาดความเคารพนาย เนื่องจากเป็นพี่น้องกันแล้ว แต่กลับจะต้องรับใช้นายให้ดียิ่งขึ้น เพราะว่านายทั้งหลายที่ได้รับประโยชน์จากการรับใช้ของพวกเขานั้น เป็นพวกมีความเชื่อและเป็นที่รัก จงสั่งสอนและกำชับในเรื่องเหล่านี้

เลวีนิติ ๒๕:๔๔-๔๖
[๔๔] ส่วนทาสชายหญิงซึ่งจะมีได้นั้น เจ้าจะซื้อทาสชายหญิงจากประชาชาติต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบเจ้าก็ได้[๔๕] เจ้าจะซื้อจากคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้าทั้งครอบครัวของเขา ซึ่งเป็นคนเกิดในแผ่นดินของเจ้า และพวกเขาจะตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าก็ได้[๔๖] เจ้าจะทำพินัยกรรมยกเขาให้แก่บุตรหลานของเจ้าให้เป็นมรดกแก่พวกเขาเป็นกรรมสิทธิ์เป็นนิตย์ก็ได้ เจ้าใช้เขาได้อย่างทาส แต่เจ้าทั้งหลายห้ามปกครองพี่น้องคนอิสราเอลด้วยความรุนแรง

อพยพ ๒๑:๒-๑๑
[๒] “ถ้าเจ้าซื้อคนฮีบรูไว้เป็นทาส เขาจะปรนนิบัติเจ้าหกปี แต่ปีที่เจ็ดเขาจะได้เป็นอิสระโดยไม่ต้องเสียค่าไถ่[๓] หากเขามาคนเดียว จงปล่อยเขาไปคนเดียว หากเขามากับภรรยา ต้องปล่อยภรรยาของเขาไปด้วย[๔] หากนายหาภรรยาให้เขา และภรรยานั้นคลอดบุตรชายหรือบุตรหญิงให้เขา ภรรยากับบุตรเหล่านั้นจะเป็นคนของนาย เขาจะเป็นอิสระได้แต่ตัว[๕] ถ้าทาสนั้นมาพูดอย่างชัดเจนว่า ‘ข้ารักนายและลูกเมียของข้า ข้าไม่อยากเป็นอิสระ’[๖] ให้นายพาทาสนั้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้า พาเขาไปที่ประตูหรือวงกบประตู แล้วให้นายเจาะหูเขาด้วยเหล็กหมาด เขาก็จะอยู่ปรนนิบัตินายตลอดไป[๗] “ถ้าชายใดขายบุตรหญิงเป็นทาส หญิงนั้นจะไม่ได้เป็นไทอย่างที่ทาสเป็น[๘] ถ้าหญิงนั้นไม่เป็นที่พอใจของนายที่ยกเธอขึ้นเป็นภรรยาน้อยของตน นายต้องยอมให้เธอถูกไถ่คืน แต่นายไม่มีสิทธิ์จะขายหญิงนั้นให้แก่ชาวต่างประเทศ เพราะนายทำผิดสัญญาต่อหญิงนั้นแล้ว[๙] ถ้านายยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยาของบุตรชายของตน ก็ให้นายปฏิบัติต่อหญิงนั้นดุจเป็นบุตรหญิงของตน[๑๐] ถ้าเขาเอาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา ห้ามเขาลดอาหารการกิน เสื้อผ้า และประเพณีผัวเมียกับคนเก่า[๑๑] ถ้าเขาไม่ได้ทำสามอย่างนี้แก่เธอ หญิงนั้นจะไปก็ได้โดยไม่ต้องมีค่าไถ่ ไม่ต้องเสียเงิน

เอเฟซัส ๖:๕-๙
[๕] ท่านทั้งหลายที่เป็นทาส จงเชื่อฟังนายฝ่ายโลกด้วยความเกรงกลัว ตัวสั่นและด้วยจริงใจ เหมือนที่ทำต่อพระคริสต์[๖] ไม่เฉพาะแต่ขณะอยู่ในสายตาอย่างพวกประจบสอพลอ แต่เหมือนอย่างทาสของพระคริสต์ที่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ[๗] จงรับใช้นายด้วยความกระตือรือร้น อย่างที่ทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์[๘] เพราะพวกท่านรู้ว่าใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าทาสหรือไท[๙] ส่วนท่านทั้งหลายที่เป็นนายก็จงทำต่อทาสในทำนองเดียวกัน คืออย่าขู่เข็ญ เพราะท่านรู้ว่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้านายของพวกเขาและของพวกท่านนั้นอยู่บนสวรรค์ และพระองค์ไม่ทรงเห็นแก่หน้าใครเลย

เฉลยธรรมบัญญัติ ๑๕:๑๒-๑๘
[๑๒] “ถ้าพี่น้องของท่านซึ่งเป็นคนฮีบรูไม่ว่าชายหรือหญิงถูกขายไว้กับท่าน จงให้ปรนนิบัติท่านหกปี เมื่อถึงปีที่เจ็ด ท่านจงปล่อยเขาเป็นอิสระพ้นจากท่านไป[๑๓] และเมื่อท่านปล่อยเขาเป็นอิสระไปจากท่าน ท่านอย่าปล่อยเขาไปมือเปล่า[๑๔] ท่านจงมีใจกว้างขวางจัดของให้เขา เป็นของจากฝูงแพะแกะของท่าน จากลานนวดข้าวของท่าน และจากบ่อย่ำองุ่นของท่าน ท่านจงให้เขาตามที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงอวยพรแก่ท่าน[๑๕] ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ และพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงไถ่ท่านไว้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาเรื่องนี้แก่ท่านในวันนี้[๑๖] แต่ถ้าทาสนั้นจะกล่าวกับท่านว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน’ เพราะเขารักท่านและครอบครัวของท่าน เพราะเขามีความสุขเมื่ออยู่กับท่าน[๑๗] จงเอาเหล็กแทงใบหูของเขาให้ทะลุไปติดกับประตู และเขาจะเป็นทาสของท่านตลอดไป ท่านจงทำเช่นนี้แก่ทาสหญิงด้วย[๑๘] เมื่อท่านปล่อยเขาให้เป็นอิสระนั้น ท่านอย่ารู้สึกหนักใจ เพราะเขาได้รับใช้ท่านมาหกปี ด้วยแรงงานสองเท่าของค่าแรงของลูกจ้าง และพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงอวยพรแก่ท่าน ในทุกสิ่งที่ท่านได้ทำนั้น

อพยพ ๒๑:๑-๓๖
[๑] “ต่อไปนี้เป็นกฎหมายซึ่งเจ้าต้องประกาศให้เขาทั้งหลายทราบไว้[๒] “ถ้าเจ้าซื้อคนฮีบรูไว้เป็นทาส เขาจะปรนนิบัติเจ้าหกปี แต่ปีที่เจ็ดเขาจะได้เป็นอิสระโดยไม่ต้องเสียค่าไถ่[๓] หากเขามาคนเดียว จงปล่อยเขาไปคนเดียว หากเขามากับภรรยา ต้องปล่อยภรรยาของเขาไปด้วย[๔] หากนายหาภรรยาให้เขา และภรรยานั้นคลอดบุตรชายหรือบุตรหญิงให้เขา ภรรยากับบุตรเหล่านั้นจะเป็นคนของนาย เขาจะเป็นอิสระได้แต่ตัว[๕] ถ้าทาสนั้นมาพูดอย่างชัดเจนว่า ‘ข้ารักนายและลูกเมียของข้า ข้าไม่อยากเป็นอิสระ’[๖] ให้นายพาทาสนั้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้า พาเขาไปที่ประตูหรือวงกบประตู แล้วให้นายเจาะหูเขาด้วยเหล็กหมาด เขาก็จะอยู่ปรนนิบัตินายตลอดไป[๗] “ถ้าชายใดขายบุตรหญิงเป็นทาส หญิงนั้นจะไม่ได้เป็นไทอย่างที่ทาสเป็น[๘] ถ้าหญิงนั้นไม่เป็นที่พอใจของนายที่ยกเธอขึ้นเป็นภรรยาน้อยของตน นายต้องยอมให้เธอถูกไถ่คืน แต่นายไม่มีสิทธิ์จะขายหญิงนั้นให้แก่ชาวต่างประเทศ เพราะนายทำผิดสัญญาต่อหญิงนั้นแล้ว[๙] ถ้านายยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยาของบุตรชายของตน ก็ให้นายปฏิบัติต่อหญิงนั้นดุจเป็นบุตรหญิงของตน[๑๐] ถ้าเขาเอาหญิงอื่นมาเป็นภรรยา ห้ามเขาลดอาหารการกิน เสื้อผ้า และประเพณีผัวเมียกับคนเก่า[๑๑] ถ้าเขาไม่ได้ทำสามอย่างนี้แก่เธอ หญิงนั้นจะไปก็ได้โดยไม่ต้องมีค่าไถ่ ไม่ต้องเสียเงิน[๑๒] “ผู้ใดทุบตีคนหนึ่งให้ตาย ผู้นั้นจำต้องรับโทษถึงตายเหมือนกัน[๑๓] ถ้าผู้ใดไม่ได้เจตนาฆ่าเขา แต่เขาตายเพราะพระเจ้าทรงปล่อยให้ตายด้วยมือของผู้นั้น เราจะกำหนดที่แห่งหนึ่งแก่เจ้าให้เขาหนีไปที่นั่น[๑๔] แต่ถ้าผู้ใดเจตนาหักหลังฆ่าเพื่อนบ้าน ก็ให้ดึงตัวเขาไปจากแท่นบูชาของเรา เพื่อลงโทษให้ถึงตาย[๑๕] “ผู้ใดทุบตีบิดามารดาของตน ผู้นั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๖] “ผู้ใดลักคนไปขายก็ดี หรือมีผู้พบคนที่ถูกลักไปอยู่ในมือของผู้นั้นก็ดี ผู้ลักนั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๗] “ผู้ใดด่าแช่งบิดามารดาของตน ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย[๑๘] “ถ้าผู้ชายวิวาทกัน และฝ่ายหนึ่งเอาหินขว้างหรือชก แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ถึงแก่ความตาย เพียงแต่เจ็บป่วยต้องนอนพัก[๑๙] ถ้าผู้บาดเจ็บนั้นลุกขึ้น ถือไม้เท้าเดินออกไปได้อีก ผู้ตีนั้นก็พ้นโทษ เพียงแต่จะต้องเสียค่าทำขวัญ และค่ารักษาพยาบาลจนเขาหายเป็นปกติ[๒๐] “ถ้าผู้ใดทุบตีทาสชายหญิงของตนด้วยไม้จนตายคามือ ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษ[๒๑] หากว่าทาสนั้นมีชีวิตต่อไปได้วันหนึ่ง หรือสองวันจึงตาย นายก็ไม่ต้องถูกปรับโทษ เพราะทาสเป็นทรัพย์สินของนาย[๒๒] “ถ้าผู้ชายตีกัน แล้วไปถูกหญิงมีครรภ์ทำให้เด็กของนางออกมา แต่ไม่มีอันตราย ผู้นั้นจะถูกปรับตามแต่สามีของหญิงนั้นจะเรียกร้องเอาจากเขา และเขาจะต้องเสียตามที่ผู้พิพากษาตัดสิน[๒๓] ถ้าหากมีอันตราย ก็ให้วินิจฉัยดังนี้คือชีวิตแทนชีวิต[๒๔] ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า[๒๕] รอยไหม้แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยช้ำแทนรอยช้ำ[๒๖] “ถ้าผู้ใดตีถูกตาของทาสชายหญิงแล้วทำให้บอดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระ เนื่องด้วยตาของเขา[๒๗] ถ้าผู้ใดทำให้ฟันของทาสชายหญิงหลุดไป เขาต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นอิสระเนื่องด้วยฟันของเขา[๒๘] “ถ้าโคขวิดชายหรือหญิงถึงตาย จงเอาหินขว้างโคนั้นให้ตาย และห้ามกินเนื้อของมัน แต่เจ้าของโคตัวนั้นไม่มีโทษ[๒๙] แต่ถ้าโคนั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีผู้มาเตือนให้เจ้าของทราบ แต่เจ้าของไม่ได้กักขังมันไว้ มันจึงขวิดชายหรือหญิงถึงตาย ให้เอาหินขว้างโคนั้นเสียให้ตาย และให้ลงโทษเจ้าของถึงตายด้วย[๓๐] ถ้าจะเรียกร้องการชดใช้จากผู้นั้น เขาต้องเสียค่าไถ่แทนชีวิตของเขาตามที่ได้เรียกร้อง[๓๑] หากโคนั้นขวิดบุตรชายหรือบุตรหญิง ก็จงปรับโทษตามกฎนี้เช่นกัน[๓๒] ถ้าโคนั้นขวิดทาสชายหญิงของผู้ใด เจ้าของโคต้องให้เงินสามสิบเชเขลแก่นายของทาสนั้น แล้วต้องเอาหินขว้างโคนั้นให้ตายเสียด้วย[๓๓] “ถ้าผู้ใดเปิดบ่อหรือขุดบ่อแต่ไม่ได้ปิดไว้ แล้วมีโคหรือลาตกลงไปในบ่อนั้น[๓๔] เจ้าของบ่อต้องชดใช้ ต้องจ่ายเงินแก่เจ้าของสัตว์ ส่วนสัตว์ที่ตายนั้นจะตกเป็นของเจ้าของบ่อ[๓๕] “ถ้าโคของผู้ใดทำร้ายโคของผู้อื่นตาย เขาต้องขายโคที่เป็นนั้น แล้วมาแบ่งเงินกัน และโคที่ตายนั้นก็ให้แบ่งเท่าๆ กันด้วย[๓๖] หรือถ้ารู้แล้วว่าโคนั้นเคยขวิดมาก่อน แต่เจ้าของไม่ได้กักขังไว้ เจ้าของต้องชดใช้โคแทนโค และโคที่ตายนั้นก็ตกเป็นของตัว

เลวีนิติ ๒๕:๑-๕๕
[๑] พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสที่ภูเขาซีนายว่า[๒] “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อเจ้าทั้งหลายเข้าแผ่นดินที่เราให้เจ้านั้น ให้แผ่นดินนั้นถือสะบาโตแด่พระยาห์เวห์[๓] จงหว่านพืชในไร่นาของเจ้าหกปี และจงลิดแขนงสวนองุ่นของเจ้าและเก็บผลหกปี[๔] แต่ในปีที่เจ็ดนั้นเป็นปีสะบาโต จงให้แผ่นดินหยุดพักสงบ เป็นปีสะบาโตแด่พระยาห์เวห์ ห้ามหว่านพืชในไร่นาของเจ้า หรือลิดแขนงสวนองุ่นของเจ้า[๕] สิ่งใดที่งอกขึ้นมาเอง เจ้าห้ามเก็บเกี่ยว องุ่นอันเกิดอยู่ที่เถาซึ่งเจ้าไม่ได้ตกแต่งก็ห้ามเก็บ ให้เป็นปีที่แผ่นดินหยุดพักสงบ[๖] แผ่นดินในปีสะบาโตนั้นจะยังให้พืชผลแก่เจ้าทั้งหลาย คือแก่ตัวเจ้าเอง แก่ทาสชาย ทาสหญิงของเจ้า แก่ลูกจ้างของเจ้าและแก่คนต่างด้าวที่อยู่กับเจ้า[๗] พืชผลแห่งแผ่นดินทั้งสิ้น จะเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงของเจ้าและของสัตว์ป่าในนั้นด้วย[๘] “จงนับปีสะบาโตเจ็ดปีคือเจ็ดคูณเจ็ดปี เวลาปีสะบาโตเจ็ดปีจึงเป็นสี่สิบเก้าปีแก่เจ้า[๙] จงให้เป่าเขาสัตว์ดังสนั่นในวันที่สิบเดือนที่เจ็ด เจ้าจงให้เป่าเขาสัตว์ทั่วแผ่นดินในวันลบมลทิน[๑๐] จงถือปีที่ห้าสิบไว้เป็นปีบริสุทธิ์ และประกาศอิสรภาพแก่บรรดาคนที่อาศัยอยู่ทั่วแผ่นดินของเจ้า ให้เป็นปีอิสรภาพ แก่เจ้า ให้ทุกคนกลับไปยังภูมิลำเนาอันเป็นทรัพย์สินของตน และกลับไปสู่ครัวเรือนของตน[๑๑] ปีที่ห้าสิบนั้นเป็นปีอิสรภาพของเจ้า ในปีนั้นเจ้าอย่าหว่านพืชหรือเกี่ยวเก็บผลที่เกิดขึ้นมาเอง หรือเก็บองุ่นจากเถาที่ไม่ได้ตกแต่ง[๑๒] เพราะเป็นปีอิสรภาพ จะเป็นปีบริสุทธิ์แก่เจ้า เจ้าจงรับประทานพืชผลที่งอกขึ้นเองในปีนั้น[๑๓] “ในปีอิสรภาพ นี้ให้ทุกคนกลับไปสู่ภูมิลำเนาอันเป็นทรัพย์สินของตน[๑๔] ถ้าเจ้าจะขายไร่นาให้เพื่อนบ้านก็ดี หรือซื้อจากเพื่อนบ้านก็ดี เจ้าอย่าโกงกัน[๑๕] ตามจำนวนปีหลังจากปีอิสรภาพ เจ้าจงซื้อไร่นาจากเพื่อนบ้านของเจ้า และให้เขาขายแก่เจ้าตามจำนวนปีที่ปลูกพืชได้[๑๖] ถ้ามากปีก็ต้องเพิ่มราคาสูงขึ้น ถ้าน้อยปีเจ้าจงลดราคาให้ต่ำลง เพราะที่เขาขายนั้นเขาก็ขายตามจำนวนปีที่ปลูกพืช[๑๗] ห้ามโกงกัน แต่จงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า เพราะเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า[๑๘] “เพราะฉะนั้นเจ้าจงทำตามกฎเกณฑ์ของเรา และจงรักษากฎหมายของเรา และจงปฏิบัติตามทุกอย่าง เพื่อเจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นอย่างปลอดภัย[๑๙] แผ่นดินจะอำนวยผลให้เจ้าได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ และอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย[๒๐] ถ้าเจ้าจะพูดว่า ‘ถ้าเราทั้งหลายไม่หว่านหรือเกี่ยวพืชผลของเรา ในปีที่เจ็ดเราจะเอาอะไรรับประทาน?’[๒๑] เราจะบัญชาพรของเราให้มาเหนือเจ้าในปีที่หก เพื่อจะมีพืชผลพอสำหรับสามปี[๒๒] เมื่อเจ้าหว่านในปีที่แปด เจ้าจะรับประทานของเก่าของเจ้าจนปีที่เก้า เมื่อเจ้าได้พืชผลใหม่เข้ามา เจ้าก็ยังรับประทานพืชผลเก่าของเจ้าอยู่[๒๓] ส่วนที่ดินนั้นเจ้าห้ามขายขาด เพราะว่าที่ดินนั้นเป็นของเรา พวกเจ้าเป็นเพียงคนต่างด้าวและแขกเมืองที่อาศัยอยู่กับเรา[๒๔] ตลอดทั่วแผ่นดินที่พวกเจ้ายึดถืออยู่ เจ้าจงให้มีการไถ่ถอนที่ดินคืน[๒๕] “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลง และต้องขายที่ดินส่วนหนึ่งของเขาไป จงให้ญาติสนิทของเขามาไถ่ถอนไร่นาที่พี่น้องของเขาขายไปนั้น[๒๖] ถ้าชายคนนั้นไม่มีญาติมาไถ่ถอนให้ แต่ต่อมาเขามั่งมีขึ้น และมีทรัพย์พอจะไถ่ถอนได้[๒๗] ให้เขานับปีย้อนกลับไปถึงปีที่เขาขายให้ แล้วจงนับเงินที่ควรจ่ายกลับคืนนั้นให้แก่คนที่ตนขายให้ แล้วจึงกลับเข้าอยู่ในที่ดินของตนเองได้[๒๘] ถ้าเขาไม่มีทรัพย์พอจะไถ่คืน ที่ดินที่เขาได้ขายไปจะคงอยู่ในมือของผู้ซื้อจนถึงปีอิสรภาพ ให้ผู้ซื้อคืนกลับให้เจ้าของในปีอิสรภาพนี้ และเจ้าของเดิมจะกลับเข้ามาอยู่ในที่เดิมของเขาได้[๒๙] “ถ้าผู้ใดขายบ้านซึ่งอยู่ในเมืองที่มีกำแพง เมื่อขายไปแล้วให้เขาไถ่ถอนคืนได้ภายในหนึ่งปีแรก ให้เขามีสิทธิ์ไถ่คืนได้หนึ่งปีเต็ม[๓๐] ถ้าในเวลาหนึ่งปีเต็มเขาไม่ไถ่ถอน ก็ให้จัดการเสียให้แน่นอนว่า ผู้ซื้อมีสิทธิ์เหนือบ้านที่อยู่ในเมืองที่มีกำแพงนั้นตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขา ในปีอิสรภาพเขาก็ไม่ต้องคืนให้[๓๑] แต่บ้านในชนบทที่ไม่มีกำแพงล้อม ให้นับเข้าเป็นพวกเดียวกับท้องทุ่งในประเทศนั้น คือไถ่ถอนคืนได้ และจะต้องคืนกลับให้เจ้าของเดิมในปีอิสรภาพ[๓๒] แต่อย่างไรก็ตาม เมืองของคนเลวี หรือบ้านในเมืองที่พวกเขาถือกรรมสิทธิ์ คนเลวีจะไถ่ถอนคืนได้ทุกเวลา[๓๓] คือบ้านของคนเลวีที่อยู่ในเมืองที่พวกเขาถือกรรมสิทธิ์ซึ่งถูกขายไปจะต้องคืนให้เจ้าของเดิมในปีอิสรภาพ เพราะบ้านในเมืองของคนเลวี เป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขาท่ามกลางคนอิสราเอล[๓๔] แต่ที่ดินสาธารณะที่อยู่รอบเมืองจะซื้อขายกันไม่ได้ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ถาวรของเขาทั้งหลาย[๓๕] “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตนเองท่ามกลางพวกเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและแขกเมือง[๓๖] อย่าเอาดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มอะไรจากเขา แต่จงยำเกรงพระเจ้า เพื่อว่าพี่น้องของเจ้าจะอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าได้[๓๗] ห้ามให้เขายืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย หรือขายอาหารโดยเอากำไรจากเขา[๓๘] เพราะเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า ซึ่งนำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อยกแผ่นดินคานาอันให้แก่เจ้า และเพื่อเป็นพระเจ้าของเจ้า[๓๙] “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและอยู่ใกล้ชิดเจ้าและขายตัวให้แก่เจ้า ห้ามใช้เขาทำงานเป็นทาส[๔๐] ให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างลูกจ้างหรือแขกเมือง ให้เขาปรนนิบัติเจ้าไปจนถึงปีอิสรภาพ[๔๑] แล้วเขาและลูกหลานของเขาจะออกไปจากเจ้า กลับไปสู่ครัวเรือนของเขา และกลับไปอยู่ในที่ดินของบิดาของเขา[๔๒] เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของเราที่เราพาออกจากอียิปต์ พวกเขาจะถูกขายเป็นทาสไม่ได้[๔๓] ห้ามปกครองพวกเขาด้วยความรุนแรง แต่จงยำเกรงพระเจ้าของเจ้า[๔๔] ส่วนทาสชายหญิงซึ่งจะมีได้นั้น เจ้าจะซื้อทาสชายหญิงจากประชาชาติต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบเจ้าก็ได้[๔๕] เจ้าจะซื้อจากคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกเจ้าทั้งครอบครัวของเขา ซึ่งเป็นคนเกิดในแผ่นดินของเจ้า และพวกเขาจะตกเป็นทรัพย์สินของเจ้าก็ได้[๔๖] เจ้าจะทำพินัยกรรมยกเขาให้แก่บุตรหลานของเจ้าให้เป็นมรดกแก่พวกเขาเป็นกรรมสิทธิ์เป็นนิตย์ก็ได้ เจ้าใช้เขาได้อย่างทาส แต่เจ้าทั้งหลายห้ามปกครองพี่น้องคนอิสราเอลด้วยความรุนแรง[๔๗] “ถ้าคนต่างด้าวหรือแขกเมืองของเจ้ามั่งมีขึ้น และพี่น้องของเจ้าที่อยู่กับเขายากจนลง และขายตัวให้แก่คนต่างด้าวหรือแขกเมืองที่อยู่กับเจ้านั้น หรือขายตัวให้แก่ญาติคนหนึ่งคนใดของคนต่างด้าวนั้น[๔๘] เมื่อเขาขายตัวแล้วก็ให้มีการไถ่ถอน คือพี่น้องคนหนึ่งคนใดของเขาไถ่ถอนเขาได้[๔๙] หรือลุงหรือลูกพี่ลูกน้องจะไถ่ถอนเขาก็ได้ หรือญาติสนิทของตระกูลของเขาจะไถ่ถอนเขาก็ได้ หรือถ้าเขามั่งมีขึ้นเขาจะไถ่ถอนตัวเองก็ได้[๕๐] ให้ผู้ที่ขายตัวคิดกับผู้รับซื้อตัวเขาไปว่า เขาได้ขายตัวกี่ปีจึงจะถึงปีอิสรภาพ ค่าตัวของเขานับค่าตามจำนวนปี เวลาที่เขาอยู่กับเจ้าของนั้นคิดตามเวลาของลูกจ้าง[๕๑] ถ้ามีเวลาอีกหลายปี เขาต้องชำระเงินคืนตามมูลค่าของจำนวนปีที่เหลืออยู่ นับเป็นค่าไถ่ถอนตัวเขา[๕๒] ถ้ายังเหลือน้อยปีจึงจะถึงปีอิสรภาพ ก็ให้ผู้ขายตัวคิดกับผู้ซื้อตัวไว้เป็นเงินตามจำนวนปีที่เขาควรจะรับใช้คืนเป็นเงินค่าไถ่เขา[๕๓] ให้เขาเป็นลูกจ้างรายปีอยู่กับนาย ห้ามนายปกครองข่มขี่เขาอย่างรุนแรงท่ามกลางพวกเจ้า[๕๔] ถ้าเขาไม่ไถ่ถอนตามที่กล่าวมานี้ ก็ให้ปล่อยเขาในปีอิสรภาพ ทั้งเขาพร้อมกับลูกของเขา[๕๕] ต่อเรานั้น คนอิสราเอลเป็นผู้รับใช้ เขาเป็นผู้รับใช้ของเราที่เราพาออกจากแผ่นดินอียิปต์ เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า

Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน