A A A A A

เพิ่มเติม: [ฟื้นฟู]

ดาเนียล ๙:๓-๑๐
[๓] แล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปหาพระเจ้าองค์เจ้านาย แสวงหาด้วยการอธิษฐานและการวิงวอน ทั้งด้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนขี้เถ้า[๔] ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า และสารภาพว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรงขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์[๕] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ทำผิด ได้ก่อการอธรรมและการกบฏ ได้หันจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์[๖] ข้าพระองค์ไม่ได้ฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้กล่าวในพระนามของพระองค์ต่อบรรดากษัตริย์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ทั้งต่อบรรดาผู้นำและบรรพบุรุษของข้าพระองค์ รวมทั้งประชาชนทุกคนของแผ่นดิน[๗] ข้าแต่องค์เจ้านาย ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ แต่ความอับอายควรแก่พวกข้าพระองค์จนถึงทุกวันนี้ คือควรแก่คนยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และคนอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้อยู่ใกล้และอยู่ไกลออกไป ในแผ่นดินทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่พวกเขาไปนั้น เพราะพวกเขาได้ทรยศต่อพระองค์[๘] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความอับอายควรแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แก่พระราชา เจ้านาย และบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์[๙] พระกรุณาและการอภัยโทษเป็นขององค์เจ้านายพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะว่าพวกข้าพระองค์ได้กบฏต่อพระองค์[๑๐] และไม่เชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายที่ให้ทำตามธรรมบัญญัติของพระองค์ ซึ่งทรงตั้งไว้ต่อหน้าข้าพระองค์ทั้งหลาย ผ่านบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์

เอสรา ๙:๕-๗
[๕] ณ การถวายเครื่องบูชาตอนเย็นนั้น ข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นจากการอดอาหาร ด้วยเสื้อ และเสื้อคลุมของข้าพเจ้าที่ฉีกขาด และข้าพเจ้าก็คุกเข่าลงและชูมือขึ้นต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า[๖] และข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์อับอายอดสูที่จะเงยหน้าหาพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่าความบาปชั่วของพวกข้าพระองค์ทวีขึ้นพ้นศีรษะของข้าพระองค์ และความผิดของข้าพระองค์ก็สูงขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์[๗] พวกข้าพระองค์มีความผิดยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของข้าพระองค์ จนถึงทุกวันนี้ และเพราะความบาปชั่วของข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์ ทั้งบรรดากษัตริย์ของข้าพระองค์และพวกปุโรหิตของข้าพระองค์ได้ถูกมอบไว้ในมือของบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินเหล่านั้น ให้แก่ดาบ แก่การเป็นเชลย แก่การปล้น และแก่การอดสูอย่างที่สุด อย่างทุกวันนี้

เอเสเคียล ๒๒:๒๘-๓๑
[๒๘] และบรรดาผู้เผยพระวจนะของแผ่นดินนั้น ก็ฉาบปูนขาวให้กับพวกเขาด้วยการเห็นนิมิตปลอม และให้คำทำนายเท็จแก่เขา โดยกล่าวว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้’ ทั้งที่พระยาห์เวห์ไม่ได้ตรัสเลย[๒๙] ประชาชนในแผ่นดินทำการบีบบังคับและทำการโจรกรรม เออ เขาบีบบังคับคนยากจนและคนขัดสน และบีบบังคับคนต่างด้าวอย่างไม่ยุติธรรม[๓๐] และเราแสวงหาคนหนึ่งในพวกเขาที่จะสร้างกำแพง และยืนอยู่ตรงช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น เพื่อเราจะไม่ทำลายมันเสีย แต่เราก็หาไม่ได้สักคนเดียว[๓๑] ฉะนั้นเราจึงเทความเกรี้ยวกราดของเราลงเหนือเขา เราทำให้พวกเขาหมดสิ้นไปด้วยไฟพิโรธของเรา เราจะลงทัณฑ์ตามการประพฤติของพวกเขาเหนือศีรษะเขา” พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้แหละ

เฉลยธรรมบัญญัติ ๙:๑๘-๒๙
[๑๘] แล้วข้าพเจ้าก็หมอบกราบลงเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์อย่างครั้งก่อน ไม่ได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำสี่สิบวันสี่สิบคืน เพราะบาปทั้งสิ้นที่ท่านทั้งหลายทำ คือได้ทำชั่วในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธ[๑๙] เพราะข้าพเจ้ากลัว พระพิโรธและความเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงมีต่อท่าน จนถึงกับจะทรงทำลายท่านอยู่แล้ว แต่พระยาห์เวห์ทรงฟังข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วย[๒๐] พระยาห์เวห์ทรงพระพิโรธอาโรนมาก พระองค์จะทรงทำลายเขาเช่นกัน ในเวลานั้นข้าพเจ้าก็อธิษฐานเผื่ออาโรนด้วย[๒๑] แล้วข้าพเจ้าจึงเอาบาปของพวกท่าน คือรูปลูกโคซึ่งพวกท่านสร้างขึ้นนั้นเผาไฟเสีย แล้วทุบและบดให้เป็นผงละเอียดอย่างกับฝุ่น แล้วก็ทิ้งผงนั้นลงในลำธารซึ่งไหลลงมาจากภูเขา[๒๒] “ท่านทั้งหลายได้ทำให้พระยาห์เวห์ทรงพระพิโรธที่ทาเบ-ราห์ และที่มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์[๒๓] และเมื่อพระยาห์เวห์ทรงใช้พวกท่านไปจากคาเดชบารเนีย พระองค์ตรัสว่า ‘จงขึ้นไปยึดครองแผ่นดินซึ่งเราได้ให้เจ้า’ แต่ท่านกลับกบฏต่อพระบัญญัติของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่าน ไม่ยอมเชื่อฟังหรือประพฤติตามพระสุรเสียงของพระองค์[๒๔] ท่านทั้งหลายกบฏต่อพระยาห์เวห์ตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้ารู้จักท่าน[๒๕] “ข้าพเจ้าจึงหมอบกราบลงเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์สี่สิบวันสี่สิบคืน เพราะพระยาห์เวห์ตรัสว่าจะทรงทำลายท่านทั้งหลายเสีย[๒๖] ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ว่า ‘ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ขออย่าทรงทำลายประชากรของพระองค์และมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่มาด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์[๒๗] ขอทรงระลึกถึงบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ คือ อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ขออย่าใส่พระทัยในความดื้อดึง ความชั่วร้าย หรือบาปของชนชาตินี้[๒๘] เกรงว่าชาวแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงนำพวกข้าพระองค์จากมานั้นจะว่า “เพราะพระยาห์เวห์ไม่ทรงสามารถจะนำเขาทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งทรงสัญญากับเขาไว้ และเพราะพระองค์ทรงเกลียดชังเขา พระองค์จึงทรงนำเขาออกมาเพื่อจะฆ่าเสียในถิ่นทุรกันดาร”[๒๙] แต่เขาทั้งหลายเป็นประชากรของพระองค์และเป็นมรดกของพระองค์ ซึ่งทรงนำออกมาด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์และด้วยพระกรที่เหยียดออกของพระองค์’

อพยพ ๓๒:๑๑-๑๓
[๑๑] แต่โมเสสกราบทูลวิงวอนพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ทำไมพระองค์จึงกริ้วยิ่งนักต่อประชากรของพระองค์ ซึ่งทรงนำออกจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์เล่า?[๑๒] ทำไมโปรดให้คนอียิปต์กล่าวว่า ‘พระองค์ทรงนำพวกเขาออกมาเพื่อจะทรงทำร้ายพวกเขา เพื่อจะทรงประหารพวกเขาที่ภูเขาและทำลายพวกเขาเสียจากแผ่นดิน’? ขอพระองค์ทรงหันกลับจากพระพิโรธอันแรงกล้า และขอเปลี่ยนพระทัยอย่าทำอันตรายประชากรของพระองค์[๑๓] ขอทรงระลึกถึง อับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์เองทรงปฏิญาณกับเขาเหล่านั้นว่า ‘เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทั้งหลายทวีขึ้นเหมือนดังดวงดาวในท้องฟ้า และเราจะยกแผ่นดินนี้ทั้งหมดที่เราสัญญาให้แก่เชื้อสายของพวกเจ้า และพวกเขาจะรับไว้เป็นมรดกตลอดไป ’ ”

อพยพ ๓๒:๓๑-๓๒
[๓๑] โมเสสจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระยาห์เวห์กราบทูลว่า “อนิจจา ประชากรนี้ทำบาปใหญ่หลวง พวกเขาสร้างพระด้วยทองคำสำหรับตัวเอง[๓๒] แต่บัดนี้ขอพระองค์โปรดยกโทษบาปของพวกเขา มิฉะนั้น ขอพระองค์ทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากหนังสือที่พระองค์ทรงจดไว้”

เนหะมีย์ ๑:๑-๑๑
[๑] นี่คือถ้อยคำของเนหะมีย์ บุตรฮาคาลิยาห์ ต่อมาในเดือนคิสเลฟ ในปีที่ยี่สิบ ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อม[๒] พี่น้องคนหนึ่งของข้าพเจ้าคือฮานานีมากับชายบางคนจากยูดาห์ ข้าพเจ้าได้ถามเรื่องพวกยิวที่เหลือรอดชีวิตจากการตกเป็นเชลย และถามเรื่องเยรูซาเล็ม[๓] พวกเขาตอบข้าพเจ้าว่า “ผู้ที่เหลือรอดชีวิตซึ่งอยู่ในมณฑลนั้น คือผู้ซึ่งรอดชีวิตจากการตกเป็นเชลย มีความลำบากและความอับอายมาก กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็ถูกทำลาย และบรรดาประตูเมืองก็ถูกไฟเผา”[๔] เมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้โศกเศร้าอยู่หลายวัน และได้อดอาหารและอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์[๕] ข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และน่ายำเกรง ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์[๖] ขอพระองค์เงี่ยพระกรรณฟัง และลืมพระเนตรดู เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่ง ณ บัดนี้ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ ทั้งข้าพระองค์กับตระกูลของข้าพระองค์ได้ทำบาปแล้ว[๗] ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมากต่อพระองค์ และไม่ได้รักษาพระบัญญัติ กฎเกณฑ์ และกฎหมายซึ่งพระองค์ทรงบัญชาโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ไว้[๘] ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะ ซึ่งทรงบัญชาโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า ‘ถ้าพวกเจ้าไม่ซื่อตรงต่อเรา เราจะกระจายพวกเจ้าไปในหมู่ชนชาติทั้งหลาย[๙] ถ้าพวกเจ้ากลับมาหาเรา และรักษาบัญญัติของเรา และประพฤติตาม ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่สุดปลายฟ้า เราจะรวบรวมพวกเจ้ามาจากที่นั่น และนำพวกเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อทำให้นามของเราดำรงอยู่ที่นั่น’[๑๐] พวกเขาเป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์ ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์[๑๑] ข้าแต่องค์เจ้านาย โปรดเงี่ยพระกรรณฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และคำอธิษฐานของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ปีติยินดีที่จะยำเกรงพระนามของพระองค์ ขอประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้ และขอให้ได้รับความกรุณาจากพระราชา ” ขณะนั้น ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา

สดุดี ๘๕:๖
พระองค์เองจะทรงฟื้นฟูข้าพระองค์ทั้งหลายมิใช่หรือ? เพื่อประชากรของพระองค์จะได้ยินดีในพระองค์

สดุดี ๒๒:๒๗
คนทั่วโลกจะระลึกถึง และหันกลับมาหาพระยาห์เวห์ และประชาชาติทุกตระกูล จะนมัสการเฉพาะพระพักตร์พระองค์

สดุดี ๕๑:๑๐
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเนรมิตสร้างใจสะอาดในข้าพระองค์ และขอทรงสร้างจิตใจหนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์

สดุดี 80:18
แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันไปจากพระองค์ ขอประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์

ฮาบากุก ๓:๒
ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ยำเกรงพระราชกิจของพระองค์ ในสมัยของข้าพระองค์ ขอจงรื้อฟื้นพระราชกิจนั้นขึ้นใหม่ ในสมัยของข้าพระองค์ ขอทรงแจ้งให้ทราบทั่วกัน เมื่อกริ้ว ขอทรงระลึกถึงพระกรุณา

อิสยาห์ ๕๗:๑๕
องค์ผู้สูงเด่นและสูงส่ง ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า “เราดำรงอยู่ในที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้สำนึกผิดและมีวิญญาณจิตที่ถ่อม เพื่อฟื้นฟูวิญญาณจิตของผู้ที่ถ่อม และฟื้นฟูใจของผู้สำนึกผิด

๒ พงศาวดาร ๗:๑๔
ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยนามของเรานั้นจะถ่อมตัวลง อธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา ทั้งหันเสียจากทางชั่วของพวกเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย

ยากอบ ๔:๘
พวกท่านจงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จเข้ามาใกล้ท่าน พวกคนบาปเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด คนสองใจ จงชำระใจให้บริสุทธิ์

เอเสเคียล ๓๗:๑๑-๑๕
[๑๑] แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมด ดูสิ เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็หมดสิ้น เราถูกทำลายเสียหมด’[๑๒] เพราะฉะนั้น จงเผยพระวจนะและกล่าวแก่พวกเขาว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้าทั้งหลาย และเอาเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล[๑๓] โอ ประชากรของเราเอ๋ย เจ้าทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ เมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และเอาเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า[๑๔] และเราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า แล้วเจ้าทั้งหลายจะมีชีวิต และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า แล้วเจ้าจะรู้ว่าเราคือยาห์เวห์ได้ลั่นวาจาแล้ว และเราจะลงมือทำ” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ[๑๕] พระวจนะของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าว่า

กิจการของอัครทูต ๒:๑๗-๑๘
[๑๗] ‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราบนมนุษย์ทั้งหมด บุตรา บุตรีของท่านทั้งหลายจะเผยพระวจนะ บรรดาคนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และบรรดาคนแก่ของท่านทั้งหลายจะฝันเห็น[๑๘] แน่ทีเดียวเวลานั้น เราจะเทพระวิญญาณของเรา บนทาสทาสีของเรา และเขาทั้งหลายจะเผยพระวจนะ

๒ ทิโมธี ๔:๓-๔
[๓] เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่พวกเขาจะรวบรวมบรรดาอาจารย์ไว้สำหรับตน ตามความอยากของตัวเองเพื่อสนองหูที่คัน[๔] พวกเขาจะเลิกฟังความจริงและหันไปฟังนิยายต่างๆ

เอเฟซัส ๕:๑๔
เพราะว่าทุกๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นความสว่าง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า คนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงเป็นขึ้นจากตาย แล้วพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน

มัทธิว ๖:๓๓
แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้

กิจการของอัครทูต ๒:๓๘
เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย แล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์

กิจการของอัครทูต ๓:๑๙-๒๑
[๑๙] เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงกลับใจและหันมาหาพระเจ้า เพื่อที่ว่าความผิดบาปของพวกท่านจะได้รับการลบล้าง[๒๐] เพื่อวาระแห่งการฟื้นชื่นจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า และเพื่อพระองค์จะประทานพระคริสต์ที่ทรงกำหนดไว้นั้นแก่ท่านทั้งหลายคือพระเยซู[๒๑] พระองค์นั้นจะต้องอยู่ในสวรรค์จนกว่าจะถึงวาระแห่งการฟื้นฟูสรรพสิ่ง ตามที่พระเจ้าตรัสไว้โดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา

เอเสเคียล ๑๘:๒๑-๓๓
[๒๑] “แต่ถ้าคนอธรรมคนใดหันกลับจากบาปทั้งหมดซึ่งเขาได้ทำไป และรักษากฎเกณฑ์ทั้งหมดของเรา ทั้งทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย[๒๒] การละเมิดทุกอย่างซึ่งเขาได้ทำแล้วนั้นจะไม่ถูกจดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา เขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยความชอบธรรมที่เขาได้ทำไป[๒๓] พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า เราพอใจในความตายของคนอธรรมหรือ? แต่เราพอใจให้เขาหันกลับจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ?[๒๔] แต่เมื่อคนชอบธรรมหันจากความชอบธรรมของเขา และทำบาป ทั้งทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียนเช่นเดียวกับที่คนอธรรมได้ทำ เขาจะมีชีวิตอยู่หรือ? ความชอบธรรมซึ่งเขาได้ทำมาแล้วนั้นจะไม่ถูกจดจำไว้อีก เขาจะต้องตายเนื่องด้วยการทรยศซึ่งเขาได้ทำและบาปซึ่งเขาทำไป[๒๕] “แต่พวกเจ้ายังกล่าวว่า ‘ทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? ทางของเจ้าไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม?[๒๖] เมื่อคนชอบธรรมหันจากความชอบธรรมของเขาและทำบาป เขาจะต้องตายเพราะการนั้น เขาจะต้องตายเพราะบาปที่เขาทำ[๒๗] แต่เมื่อคนอธรรมหันกลับจากการอธรรมที่เขาทำไป และทำความยุติธรรมและทำความชอบธรรม เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้[๒๘] เพราะเขาได้ตรึกตรองและหันกลับจากการล่วงละเมิดซึ่งเขาได้ทำไป เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย[๒๙] แต่พงศ์พันธุ์อิสราเอลกล่าวว่า ‘ทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? ทางของเจ้าไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม?[๓๐] “พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้น เราจะพิพากษาเจ้าแต่ละคนตามทางของเขา จงหันกลับและหันเสียจากการล่วงละเมิดทั้งหมดของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่สะดุดล้มเพราะความผิดบาป[๓๑] จงละทิ้งการล่วงละเมิดทั้งหมดซึ่งเจ้าได้ทำ จงทำตัวให้มีใจใหม่และวิญญาณใหม่ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ทำไมเจ้าจะต้องตายเล่า?[๓๒] เราไม่มีความพอใจในความตายของผู้ใด จงหันกลับและมีชีวิตอยู่” พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้แหละ[๓๓] “ส่วนเจ้า จงเปล่งเสียงร้องบทเพลงคร่ำครวญเรื่องเจ้านายทั้งหลายของอิสราเอล

เยเรมีย์ ๓๑:๑๗-๒๐
[๑๗] พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เรื่องอนาคตของเจ้ายังมีหวัง และพวกลูกของเจ้าจะกลับมายังประเทศของเขาเอง[๑๘] “เราได้ยินเอฟราอิมคร่ำครวญว่า ‘พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกตีสอน อย่างลูกโคที่ยังไม่เชื่อง ขอทรงนำข้าพระองค์กลับ เพื่อข้าพระองค์จะได้กลับสู่สภาพเดิม เพราะพระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์[๑๙] เพราะหลังจากที่ข้าพระองค์หันกลับ ข้าพระองค์ก็กลับใจ และหลังจากที่ข้าพระองค์รับคำสั่งสอนแล้ว ข้าพระองค์ก็ตีขาตัวเองด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ข้าพระองค์อับอาย และขายหน้า เพราะข้าพระองค์ต้องทนรับความเสื่อมเสีย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังหนุ่มอยู่นั้น’[๒๐] เอฟราอิมเป็นบุตรชายที่รักของเรา เป็นลูกที่เราชื่นชมไม่ใช่หรือ? เพราะเราจะพูดกล่าวโทษเขาตราบใด เราก็ยังระลึกถึงเขาอยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้น จิตใจของเราจึงถวิลหาเขา เราจะมีความเมตตาต่อเขาแน่” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ

ผู้วินิจฉัย ๑๐:๑-๑๘
[๑] หลังสมัยอาบีเมเลค มีคนขึ้นมาช่วยกู้อิสราเอลชื่อโทลา บุตรของปูวาห์ ผู้เป็นบุตรของโดโด คนอิสสาคาร์ และท่านอยู่ที่เมืองชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม[๒] ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 23 ปี แล้วท่านก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองชามีร์[๓] หลังจากนั้น ยาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 22 ปี[๔] ท่านมีบุตร 30 คนผู้ขี่ลาหนุ่ม 30 ตัว และพวกเขามีเมือง 30 เมืองในแผ่นดินกิเลอาดซึ่งพวกเขาเรียกว่า ฮาวโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้[๕] ยาอีร์ก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองคาโมน[๖] คนอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อีก เขาทั้งหลายไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัลและพระอัชทาโรทพระของคนอารัม พระของไซดอน พระของโมอับ พระของคนอัมโมน พระของคนฟีลิสเตีย และเขาทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์เสีย ไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์[๗] และพระพิโรธของพระยาห์เวห์ก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล จึงทรงขายพวกเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และในมือของคนอัมโมน[๘] เขาทั้งหลายได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปีนั้น พวกเขาได้บีบบังคับคนอิสราเอลทั้งปวงที่อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในกิเลอาดในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ เป็นเวลา 18 ปี[๙] ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปต่อสู้กับยูดาห์ เบนยามิน และพงศ์พันธุ์เอฟราอิม ดังนั้น อิสราเอลจึงทุกข์ร้อนยิ่งนัก[๑๐] และคนอิสราเอลร้องทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ เพราะได้ทอดทิ้งพระเจ้าของพวกข้าพระองค์ไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล”[๑๑] แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เราได้ช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากคนอียิปต์ จากคนอาโมไรต์ จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียไม่ใช่หรือ?[๑๒] ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และคนมาโอน ได้บีบบังคับพวกเจ้า เจ้าทั้งหลายได้ร้องทุกข์ถึงเรา และเราก็ได้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย[๑๓] แต่เจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระอื่นๆ ดังนั้นเราจะไม่ช่วยกู้เจ้าทั้งหลายอีกต่อไป[๑๔] จงไปร้องทูลต่อพระต่างๆ ซึ่งเจ้าทั้งหลายได้เลือกปรนนิบัตินั้นเถิด ให้พระเหล่านั้นช่วยกู้พวกเจ้าในยามทุกข์ยาก”[๑๕] และคนอิสราเอลทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงทำแก่ข้าพระองค์ตามที่ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียงว่า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นภัยในวันนี้เถิด”[๑๖] ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระต่างด้าวและมาปรนนิบัติพระยาห์เวห์ ส่วนพระองค์ร้อนพระทัยด้วยความทุกข์เข็ญของอิสราเอล[๑๗] คนอัมโมนถูกเรียกให้รบ พวกเขาตั้งค่ายในกิเลอาด ส่วนคนอิสราเอลก็มาชุมนุมกันตั้งค่ายอยู่ที่มิสปาห์[๑๘] และประชาชน พวกผู้นำของคนกิเลอาดพูดกันว่า “ใครเป็นคนแรกที่เข้าต่อสู้กับคนอัมโมน? คนนั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด”

โยบ ๔๒:๖
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีดินและขี้เถ้า”

โยเอล ๑:๑๐-๒๐
[๑๐] นาก็ร้างเปล่า พื้นดินก็เศร้าโศก เพราะข้าวถูกทำลาย เหล้าองุ่นใหม่ก็ไม่มี น้ำมันก็ขาดมือไป[๑๑] ชาวนาทั้งหลายเอ๋ย จงระทดหดหู่ ผู้แต่งเถาองุ่นเอ๋ย จงคร่ำครวญ เนื่องด้วยข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เพราะผลผลิตจากนาก็ถูกทำลาย[๑๒] เถาองุ่นก็เหี่ยวแห้ง ต้นมะเดื่อก็เฉาไป ทั้งต้นทับทิม และต้นอินทผลัมกับต้นแอปเปิลด้วย ต้นไม้ทั้งหมดในนาก็เหี่ยวแห้งไป ความยินดีก็ห่อเหี่ยวไป จากบรรดาบุตรของมนุษย์[๑๓] ปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงคาดผ้ากระสอบ และโอดครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติที่แท่นบูชา จงคร่ำครวญ บรรดาผู้ปรนนิบัติพระเจ้าของข้าพเจ้า จงเข้ามาค้างคืนโดยสวมผ้ากระสอบ เพราะว่าธัญบูชาและเครื่องดื่มบูชา ได้ขาดไปจากพระนิเวศพระเจ้าของท่าน[๑๔] จงจัดพิธีอดอาหาร จงเรียกประชุมทำพิธี จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ และทุกคนที่อาศัยในแผ่นดิน ให้ไปยังพระนิเวศของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน และร้องทูลต่อพระยาห์เวห์[๑๕] อนิจจา วันนั้น เพราะวันแห่งพระยาห์เวห์มาใกล้แล้ว วันนั้นจะมาเหมือนการทำลายจากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์[๑๖] อาหารก็ถูกเอาไปแล้ว ต่อหน้าต่อตาของเราไม่ใช่หรือ? ความร่าเริงและความยินดี ก็ถูกเอาไปจากพระนิเวศพระเจ้าของเราแล้วไม่ใช่หรือ?[๑๗] เมล็ดพืชแห้งตายอยู่ในดิน ฉางก็ร้างเปล่า ยุ้งก็พังทลาย เพราะว่าข้าวก็ม้านแล้ว[๑๘] เหล่าสัตว์เลี้ยงร้องครวญคราง ฝูงวัวก็สนเท่ห์ เพราะไม่มีทุ่งหญ้าให้พวกมัน ฝูงแพะแกะก็อ่อนระโหยด้วย[๑๙] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ เพราะว่าไฟได้เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร และเปลวไฟได้ไหม้ ต้นไม้ในทุ่งหมดสิ้นแล้ว[๒๐] แม้สัตว์ป่าในทุ่งก็ร้องทูลต่อพระองค์ด้วย เพราะว่าน้ำในห้วยแห้งไป และไฟก็เผาผลาญ ทุ่งหญ้าของถิ่นทุรกันดาร

โยนาห์ ๓:๙-๑๐
[๙] ใครจะรู้ได้? พระเจ้าอาจจะทรงหันและเปลี่ยนพระทัย พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่พินาศ”[๑๐] เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา

ลูกา ๑๕:๗
เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดีในสวรรค์เรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเรื่องคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ยอมกลับใจ

มาระโก 1:15
โดยตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้วและแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐ”

มัทธิว ๓:๖
สารภาพบาปของพวกเขา และรับบัพติศมา จากท่านในแม่น้ำจอร์แดน

มัทธิว ๑๑:๒๐-๒๔
[๒๐] แล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่[๒๑] “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา ถ้าการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจใหม่นานแล้ว[๒๒] แต่เราบอกพวกเจ้าว่า ในวันพิพากษานั้น โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะเบากว่าโทษของพวกเจ้า[๒๓] ส่วนเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? เปล่าเลย เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก เพราะการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้[๒๔] แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า ”

๑ เปโตร ๔:๑๗
เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร?

๑ เปโตร ๕:๑๐
และหลังจากพวกท่านทนทุกข์ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว พระเจ้าแห่งพระคุณทั้งสิ้น ผู้ได้ทรงเรียกให้พวกท่านเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ของพระองค์ในพระ[เยซู] คริสต์ พระองค์เองก็จะทรงฟื้นฟู จะทรงค้ำจุนให้มั่นคง จะทรงเสริมเรี่ยวแรง และจะทรงให้พวกท่านตั้งมั่นอยู่

เอเฟซัส ๑:๑๘
ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร

โฮเชยา ๖:๒
อีกสองวันพระองค์จะทรงให้เราฟื้น พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์

อิสยาห์ ๔๙:๘
พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ในเวลาโปรดปราน เราได้ตอบเจ้าแล้ว ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า เราได้ดูแลเจ้า และมอบเจ้าไว้ ให้เป็นพันธสัญญาของชนชาติ เพื่อฟื้นฟูแผ่นดิน เพื่อแบ่งที่ร้างเปล่าให้เป็นมรดก

เยเรมีย์ ๓๓:๑๑
เสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง เสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า ‘จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์จอมทัพ เพราะพระยาห์เวห์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์’ ขณะที่นำเครื่องบูชาขอบพระคุณมายังพระนิเวศของพระยาห์เวห์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ

สดุดี ๕๑:๑๒
ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอดของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์เชื่อฟังด้วยความเต็มใจ

สดุดี ๗๑:๒๐
พระองค์ผู้ทรงทำให้ข้าพระองค์ประสบความทุกข์ยากลำบากเป็นอันมาก จะทรงชุบชีวิตข้าพระองค์ขึ้นมาอีก จากที่ลึกของโลก พระองค์จะทรงนำข้าพระองค์ขึ้นมาอีก

โรม ๖:๔
เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน

เพลงคร่ำครวญ ๕:๒๐-๒๑
[๒๐] ไฉนพระองค์ทรงลืมพวกข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์? ไฉนทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียนานดังนี้?[๒๑] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ให้กลับสู่พระองค์เถิด แล้วพวกข้าพระองค์จะกลับสู่พระองค์ ขอทรงฟื้นวันเวลาของข้าพระองค์ให้เหมือนดังก่อน

มาลาคี ๔:๕-๖
[๕] “นี่แน่ะ เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ มายังเจ้าก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์ คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวจะมาถึง[๖] และท่านผู้นั้นจะทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ ไม่อย่างนั้น เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง ”

สดุดี ๘๐:๑๗-๑๙
[๑๗] ขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือคนที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ เหนือมนุษย์ที่พระองค์ทรงทำให้แข็งแรงเพื่อพระองค์เอง[๑๘] แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันไปจากพระองค์ ขอประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์[๑๙] ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด

Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน