A A A A A

ชีวิต: [จริยธรรม]

กิจการของอัครทูต ๒:๓๘
เปโตร​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “กลับ​ตัว​กลับ​ใจ​เสียใหม่ และ​เข้า​พิธี​จุ่มน้ำ​ใน​นาม​ของ​พระเยซู​ผู้​เป็น​พระคริสต์ เพื่อ​พระเจ้า​จะ​ได้​ยกโทษ​ความ​ผิด​บาป​ของ​คุณ แล้ว​คุณ​ก็​จะ​ได้รับ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์​เป็น​ของขวัญ

โคโลสี ๓:๑๗-๒๓
[๑๗] ไม่ว่า​จะ​ทำ​อะไร​หรือ​จะ​พูด​อะไร ก็​ให้​ทำ​และ​พูด​เพื่อ​พระเยซูเจ้า และ​ให้​ขอบคุณ​พระเจ้า​พระบิดา​ผ่าน​ทาง​พระเยซู[๑๘] พวก​คุณ​ที่​เป็น​ภรรยา ให้​ยินยอม​ต่อ​สามี​ของ​ตน เพราะ​นั่น​เป็น​สิ่ง​ที่​ถูกต้อง​ใน​องค์​เจ้า​ชีวิต[๑๙] พวก​คุณ​ที่​เป็น​สามี ให้​รัก​ภรรยา​ของ​ตน และ​อย่า​ได้​ก้าวร้าว​กับ​เธอ[๒๐] พวก​คุณ​ที่​เป็น​เด็กๆ​ให้​เชื่อ​ฟัง​พ่อแม่​ของ​ตน​ใน​ทุก​เรื่อง ถ้า​ทำ​อย่าง​นี้​องค์​เจ้า​ชีวิต​ก็​จะ​พอใจ[๒๑] พวก​คุณ​ที่​เป็น​พ่อ อย่า​ทำ​ให้​ลูก​ของ​ตน​เคืองแค้นใจ เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​ไม่​ท้อใจ[๒๒] พวก​คุณ​ที่​เป็น​ทาส ให้​เชื่อฟัง​นาย​ใน​โลก​นี้​ทุก​อย่าง อย่า​เพียง​แต่​ทำดี​แค่​ต่อหน้า​อย่าง​คน​ประจบ​ประแจง แต่​ให้​ทำ​จาก​ใจ​จริง และ​ทำ​เพราะ​เกรง​กลัว​เจ้า​นาย​สูงสุด[๒๓] ไม่ว่า​คุณ​จะ​ทำ​อะไร ให้​ทุ่ม​สุดใจ​เหมือน​กับ​ว่า​ไม่​ได้​ทำ​เพื่อ​มนุษย์ แต่​ทำ​เพื่อ​องค์​เจ้า​ชีวิต

เฉลยธรรมบัญญัติ ๒๓:๑๗
ห้าม​ไม่​ให้​ลูกสาว​และ​ลูกชาย​ของ​คน​อิสราเอล​เป็น​โสเภณี

ปัญญาจารย์ ๙:๑๐
สิ่ง​ที่​มือ​คุณ​ทำได้​ก็​ให้​ทำ​สุด​แรงเกิด​ไปเลย เพราะ​ใน​แดน​คนตาย​ที่​จะต้อง​ไปนั้น จะ​ไม่มี​การ​ลงมือ​ทำ​อะไร​เลย ไม่มี​แม้แต่​ความคิด ความรู้ หรือ​สติปัญญา

ยอห์น ๑๖:๑๓
แต่​เมื่อ​พระวิญญาณ​แห่ง​ความจริง​มา​ถึง พระองค์​จะ​นำ​พวกคุณ​ไป​สู่​ความจริง​ทั้งหมด เพราะ​พระองค์​ไม่​ได้​พูด​ตามใจ​ตัวเอง แต่​จะ​พูด​ใน​สิ่ง​ที่​พระองค์​ได้ยิน​มา และ​พระองค์​จะ​บอก​ให้​พวก​คุณ​รู้​ว่า​อะไร​กำลัง​จะ​เกิด​ขึ้น

เลวีนิติ ๑๙:๒
“ให้​พูด​กับ​ชุมชน​ชาว​อิสราเอล​ทั้งหมด บอก​กับ​พวกเขา​ว่า ‘เจ้า​ต้อง​ทำตัว​ให้​แตกต่าง​จาก​คนอื่น เพราะ​เรา ยาห์เวห์​พระเจ้า​ของ​เจ้า แตกต่าง​จาก​ผู้อื่น

เลวีนิติ ๑๙:๑๓-๑๘
[๑๓] เจ้า​ต้อง​ไม่​โกง​เพื่อน​บ้าน​เจ้า และ​เจ้า​ต้อง​ไม่​ไป​ปล้น​เขา เจ้า​ต้อง​ไม่​หน่วง​เหนี่ยว​ค่าแรง​ของ​คนงาน​ไว้​จนถึง​วัน​รุ่งขึ้น[๑๔] เจ้า​ต้อง​ไม่​แช่ง​คน​หูหนวก เจ้า​ต้อง​ไม่​แกล้ง​คน​ตาบอด โดย​เอา​ของ​มา​ขวาง​ทาง​เขา ทำ​ให้​เขา​สะดุด​ล้ม เจ้า​ต้อง​ยำเกรง​พระเจ้า​ของ​เจ้า เรา​คือ​ยาห์เวห์[๑๕] เจ้า​ต้อง​ตัดสิน​อย่าง​ยุติธรรม ไม่​ลำเอียง​เข้าข้าง​ใคร ไม่ว่า​จะ​เป็น​คนจน​หรือ​คน​สำคัญ เจ้า​ต้อง​ตัดสิน​เพื่อน​บ้าน​ของ​เจ้า​อย่าง​ยุติธรรม[๑๖] เจ้า​ต้อง​ไม่​เที่ยว​ใส่ร้าย​คนอื่น และ​เจ้า​ต้อง​ไม่​ทำ​สิ่ง​ที่​เสี่ยง​ต่อ​ชีวิต​ของ​เพื่อน​บ้าน เรา​คือ​ยาห์เวห์[๑๗] เจ้า​ต้อง​ไม่​เกลียด​ชัง​เพื่อน​บ้าน​ของ​เจ้า​อยู่​ในใจ ต้อง​ช่วย​ตักเตือน​เขา​เมื่อ​เขา​ทำผิด เพื่อ​เจ้า​จะได้​ไม่มี​ส่วน​ใน​ความ​ผิด​บาป​ของ​เขา[๑๘] ลืม​สิ่ง​ไม่ดี​ที่​คนอื่น​ทำ​กับ​เจ้า และ​อย่า​แก้แค้น ให้​รัก​เพื่อน​บ้าน​ของ​เจ้า​เหมือน​รัก​ตัวเอง เรา​คือ​ยาห์เวห์

ลูกา ๖:๓๑
ให้​ทำ​กับ​คน​อื่น​เหมือน​กับ​ที่​คุณ​อยาก​ให้​คน​อื่น​ทำ​กับ​คุณ

ลูกา ๑๖:๑๐
คน​ที่​ไว้ใจ​ได้​ใน​เรื่อง​เล็กๆ​ก็​จะ​ไว้ใจ​ได้​ใน​เรื่อง​ใหญ่ๆ​ด้วย แต่​คน​ที่​ไว้ใจ​ไม่​ได้​แม้แต่​ใน​เรื่อง​เล็กๆ​ก็​จะ​ไว้ใจ​ไม่​ได้​ใน​เรื่อง​ใหญ่ๆ​ด้วย

สุภาษิต ๑๑:๑-๓
[๑] พระยาห์เวห์​เกลียด​ตาชั่ง​ที่​คด​โกง แต่​พระองค์​ชอบใจ​ลูกตุ้ม​ที่​เที่ยงตรง[๒] ความหยิ่ง​มา​เมื่อ​ไหร่ ความ​อับอาย​ก็​ตาม​มา แต่​สติปัญญา​จะ​มา​กับ​คน​ที่​อ่อนน้อม​ถ่อมตน[๓] ความ​สัตย์ซื่อ​จะ​นำทาง​คน​ซื่อตรง แต่​ความ​ปลิ้นปล้อน​ของ​คน​ทรยศ​จะ​ทำลาย​ตัว​เขา​เอง

สุภาษิต ๑๙:๑
เป็น​คน​ยากจน​ที่​ซื่อสัตย์ ยัง​ดีกว่า​เป็น​คน​หลอกลวง​ที่​โง่

สุภาษิต ๒๒:๖
ช่วย​เด็ก​หนุ่ม​ให้​เริ่มต้น​ใน​ทาง​ที่​ถูกต้อง แม้​เมื่อ​เขา​แก่​ตัว​ลง เขา​จะ​ไม่​ละทิ้ง​ทางนั้นไป

สุภาษิต ๒๕:๒๑
ถ้า​ศัตรู​ของ​เจ้า​หิว ก็​ให้​อาหาร​เขา ถ้า​เขา​กระหาย ก็​เอา​น้ำ​ให้​เขา​ดื่ม

โรม ๑:๒๖
ดังนั้น​พระเจ้า​จึง​ปล่อย​ให้​พวก​เขา​ตก​อยู่​ภายใต้​กิเลสตัณหา​อัน​น่า​ละอาย พวก​ผู้หญิง​แทน​ที่​จะ​มี​เพศ​สัมพันธ์​ตาม​ธรรมชาติ​แต่​กลับ​ทำ​ให้​มัน​ผิด​ธรรมชาติ​ไป

โรม ๒:๑
คุณ​ครับ คุณ​ไม่​มี​ข้อ​แก้​ตัว​หรอก เพราะ​เวลา​ที่​คุณ​ตัดสิน​คน​อื่น​นั้น ก็​เท่ากับ​ว่า​คุณ​ตัดสิน​ตัว​คุณ​เอง​ด้วย เพราะ​คุณ​ก็​ทำ​อย่าง​นั้น​เหมือน​กัน

มัทธิว ๗:๑๒-๒๑
[๑๒] ดังนั้น​ให้​ทำ​กับ​คน​อื่น​เหมือน​กับ​ที่​คุณ​อยาก​ให้​คน​อื่น​ทำ​กับ​คุณ​ใน​ทุก​เรื่อง เพราะ​กฎปฏิบัติ​ของ​โมเสส และ​คำสอน​ของ​พวก​ผู้พูดแทนพระเจ้า ก็​สรุป​ได้​อย่างนี้​แหละ[๑๓] เข้า​ไป​ทาง​ประตู​ที่​แคบ เพราะ​ประตู​กว้าง​และ​ถนน​หนทาง​ที่​เดิน​สบาย​จะ​นำ​ไป​ถึง​ความพินาศ และ​มี​คน​มากมาย​ที่​ผ่าน​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​นั้น[๑๔] ส่วน​ประตู​ที่​แคบ และ​ถนน​ที่​เดิน​ลำบาก​จะ​นำ​ไป​ถึง​ชีวิต​ที่​แท้จริง และ​มี​คน​น้อย​มาก​ที่​หา​ทางนี้​เจอ[๑๕] ให้​ระวัง​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ตัว​ปลอม ที่​มา​หา​คุณ​ใน​คราบ​ลูกแกะ​เชื่องๆ​แต่​ใจ​นั้น​ร้าย​เหมือน​หมาป่า[๑๖] ผล​ของ​การกระทำ​ของ​เขา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​เขา​เป็น​คน​อย่างไร ไม่​มี​ใคร​เก็บ​องุ่น​จาก​ต้น​หนาม หรือ​เก็บ​ลูก​มะเดื่อ​จาก​พืช​ที่​มี​หนาม​หรอก[๑๗] เหมือน​กับ​ที่​ต้นไม้​ดี​ย่อม​ออก​ผล​ดี และ​ต้นไม้​เลว​ก็​ย่อม​ออก​ผล​เลว[๑๘] ต้นไม้​ดี​จะ​ออก​ผล​เลว​ไม่​ได้ และ​ต้นไม้​เลว​จะ​ออก​ผล​ดี​ไม่​ได้[๑๙] ต้นไม้​ทุก​ต้น​ที่​ไม่​ออก​ผล​ดี จะ​ถูก​ตัด​ทิ้ง​และ​โยน​เผา​ไฟ[๒๐] ดังนั้น​จะ​รู้​ว่า​ผู้พูดแทนพระเจ้า​นั้น​เป็น​ตัว​ปลอม​หรือ​เปล่า ก็​ดู​จาก​ผล​ของ​การกระทำ​ของ​เขา[๒๑] ไม่​ใช่​ทุก​คน​ที่​เรียก​เรา​ว่า ‘องค์​เจ้า​ชีวิต องค์​เจ้า​ชีวิต’ แล้ว​จะ​ได้​เข้า​ใน​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์ แต่​คน​ที่​ทำ​ตาม​ความ​ต้องการ​ของ​พระบิดา​ที่​อยู่​บน​สวรรค์​เท่า​นั้น ถึง​จะ​เข้า​ไป​ได้

ยอห์น ๑๓:๓๔-๓๕
[๓๔] เรา​จะ​ให้​คำสั่ง​ใหม่​กับ​พวก​คุณ คือ​ให้​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน พวก​คุณ​ต้อง​รัก​กัน​เหมือน​กับ​ที่​เรา​รัก​คุณ[๓๕] ถ้า​พวก​คุณ​รัก​กัน ทุก​คน​ก็​จะ​รู้​ว่า​คุณ​เป็น​ศิษย์​ของ​เรา”

๒ ทิโมธี ๓:๑๖-๑๗
[๑๖] ทุกๆข้อ​ใน​พระคัมภีร์ พระเจ้า​เป็น​ผู้​ดลใจ​ให้​เขียน​ขึ้นมา เพื่อ​เป็น​ประโยชน์​ใน​การ​สั่งสอน​ความจริง ชี้​ให้​คน​เห็น​ถึง​ความบาป​ใน​ชีวิต ช่วย​ปรับปรุง​แก้ไข​ให้​คนดี​ขึ้น และ​ฝึก​คน​ให้​ทำ​ตามใจ​พระเจ้า[๑๗] เพื่อ​เตรียม​คน​ของ​พระเจ้า​ให้​พร้อม​ที่​จะ​ทำดี​ทุกอย่าง

เอเสเคียล ๑๖:๔๙-๕๐
[๔๙] ความ​ผิด​ที่​โสโดม​น้องสาว​ของเจ้า​และ​ลูกสาว​ทั้งหลาย​ของนาง​ทำ คือ​ความ​เย่อหยิ่ง​จองหอง พวกเขา​อยู่ดี​กินดี สบาย​จน​ไม่​สนใจ​คนอื่น ไม่​ยื่นมือ​ช่วย​คน​ยากจน​และ​คน​ขัดสน[๕๐] พวกเขา​ยโส​โอหัง และ​ทำ​สิ่ง​ต่างๆ​ที่​น่ารังเกียจ​ต่อหน้า​เรา ดังนั้น​เรา​จึง​ได้​กำจัด​พวกเขา เหมือน​กับ​ที่​เจ้า​เห็นนั้น

กาลาเทีย ๕:๑๙-๒๑
[๑๙] การ​กระทำ​ที่​เกิด​จาก​สันดาน​มนุษย์​ก็​เห็น​ได้​ชัดเจน​คือ ความ​ผิดบาป​ทาง​เพศ ความ​ไม่​บริสุทธิ์ ความ​คิด​สกปรก กิเลสตัณหา[๒๐] การ​นับถือ​รูปเคารพ การ​ใช้​เวทมนตร์​คาถา การ​เป็น​ศัตรู​กัน การ​ขัดแย้ง​กัน การ​ริษยา​อาฆาต​กัน การ​โกรธเคือง​กัน การ​ชิงดี​ชิงเด่น​กัน การ​ไม่​ลงรอย​กัน การ​แบ่งพรรค​แบ่งพวก[๒๑] การ​อิจฉา การ​เมาเหล้า การ​มั่วสุม​กัน​ใน​งานเลี้ยง เป็นต้น ขอเตือน​อีกครั้ง​อย่าง​ที่​เคย​เตือน​มา​แล้ว​ว่า คน​ที่​ทำ​อย่างนี้​จะ​ไม่​ได้รับ​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​เป็น​มรดก​อย่าง​แน่นอน

๑ โครินธ์ ๖:๙-๑๑
[๙] พวกคุณ​ไม่รู้​หรือว่า คน​ที่​ทำ​ชั่ว​จะ​ไม่ได้​รับ​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​เป็น​มรดก อย่า​หลอก​ตัวเอง​เลย คน​ที่​ทำ​ผิด​ทาง​เพศ คน​ที่​กราบไหว้​รูปเคารพ คน​ที่​เล่นชู้ ผู้ชาย​ขายตัว พวกเกย์[๑๐] คน​ขี้ขโมย คน​โลภ คน​ขี้เมา คน​ชอบ​ใส่ร้าย​ป้ายสี​คนอื่น คน​ขี้โกง คน​พวกนี้​ไม่มีวัน​ได้​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​เป็น​มรดก​หรอก[๑๑] ใน​อดีต​พวกคุณ​บางคน​ก็​เป็น​อย่างนั้น แต่​ฤทธิ์เดช​ของ​พระเยซูคริสต์ และ​ฤทธิ์เดช​ของ​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า​ของ​เรา​ได้​ชำระ​คุณ​จาก​บาป ทำ​ให้​คุณ​เป็น​ของ​พระเจ้า และ​ทำ​ให้​พระเจ้า​ยอมรับ​คุณ

โรม 13:8-10
[8] อย่า​เป็น​หนี้​อะไร​กับ​ใคร​เลย นอก​จาก​หนี้​รัก​ที่​มี​ต่อ​กัน​และ​กัน เพราะ​คน​ที่​รัก​คน​อื่น​ก็​ถือ​ว่า​ได้​ทำ​ตาม​กฎ​ครบ​ถ้วน​แล้ว[9] ใน​กฎ​บัญญัติ​มี​คำ​สั่ง​มากมาย​เช่น “อย่า​เป็น​ชู้” “อย่า​ฆ่า​คน” “อย่า​ขโมย” “อย่า​โลภ” และ​ยัง​มี​คำสั่ง​อื่นๆ​อีก แต่​ทั้งหมด​นั้น​ก็​สรุป​ได้​ว่า “ให้​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง”[10] ความรัก​ไม่​ทำร้าย​เพื่อน​บ้าน เป็น​เหตุ​ที่​ว่า ถ้า​มี​ความรัก​ก็​ถือ​ว่า​ได้​ทำ​ตาม​กฎ​ครบถ้วน​แล้ว

ยากอบ 1:12-15
[12] สำหรับ​คน​ที่​ทน​ต่อ​การ​ทดลอง​และ​การ​ล่อลวง​ต่างๆ​ได้ ก็​ถือ​ว่า​มี​เกียรติ​จริงๆ​เพราะ​เมื่อ​เขา​ผ่าน​การ​ทดลอง​นี้​ไป​ได้ เขา​จะ​ได้รับ​รางวัล ​แห่ง​ชีวิต​แท้ เป็น​รางวัล​ที่​พระเจ้า​ได้​สัญญา​ว่า​จะ​ให้​กับ​คน​ที่​รัก​พระองค์[13] อย่า​ให้​คน​ที่​กำลัง​ถูก​ล่อลวง​พูด​ว่า “พระเจ้า​ล่อลวง​ฉัน” เพราะ​พระเจ้า​จะ​ไม่​มี​ส่วน​เกี่ยวข้อง​กับ​เรื่อง​ชั่วร้าย​และ​พระองค์​ก็​ไม่​เคย​ล่อลวง​ใคร​ด้วย[14] แต่​เป็น​เพราะ​กิเลส​ของ​ตัวเอง​ต่างหาก​ที่​มา​ล่อลวง​และ​ชักนำ​ให้​หลง​ไป[15] เมื่อ​กิเลส​ตั้ง​ท้อง มัน​ก็​จะ​คลอด​ความบาป​ออก​มา แล้ว​เมื่อ​ความบาป​โต​เต็มที่ มัน​ก็​จะ​คลอด​ความตาย​ออก​มา

มาระโก 12:28-31
[28] มี​ครู​สอน​กฎ​ปฏิบัติ​คน​หนึ่ง​ที่​ยืน​ฟัง​พวก​เขา​ถาม​ตอบ​กัน​อยู่​ที่​นั่น เขา​เห็น​ว่า​พระเยซู​ตอบ​ได้​ดี​มาก​ที​เดียว จึง​เข้า​ไป​ถาม​พระองค์​ว่า “กฎ​ทั้งหมด ข้อ​ไหน​สำคัญ​ที่สุด”[29] พระเยซู​ตอบ​ว่า “ข้อ​ที่​สำคัญ​ที่สุด​คือ ‘พวก​อิสราเอล​ฟัง​ไว้​ให้​ดี องค์​เจ้า​ชีวิต​พระเจ้า​ของ​เรา​เป็น​องค์​เจ้า​ชีวิต​แต่​เพียง​ผู้​เดียว[30] ให้​รัก​องค์​เจ้า​ชีวิต​พระเจ้า​ของ​เจ้า​อย่าง​สุดใจ สุดจิต สุดความคิด และ​สุด​กำลัง​ของ​เจ้า’[31] ข้อ​ที่​สำคัญ​รอง​ลง​มา​คือ ‘ให้​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตัวเอง’ ไม่​มี​กฎ​ข้อ​ไหน​ที่​ยิ่งใหญ่​ไป​กว่า​สอง​ข้อนี้​อีก​แล้ว”

ลูกา 10:10-28
[10] แต่​ถ้า​เมือง​ไหน​ไม่​ต้อนรับ​คุณ ก็​ให้​ไป​ยืน​อยู่​ที่​ถนน​แล้ว​พูด​ว่า[11] ‘แม้แต่​ฝุ่น​ใน​เมืองนี้​ที่​ติด​เท้า​เรา เรา​ก็​จะ​ปัด​ออก​ให้​หมด’ เพื่อ​เป็น​การ​เตือน​พวก​คุณ แต่​ให้​รู้​เอา​ไว้​ว่า ‘อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​ใกล้​เข้า​มา​แล้ว’[12] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ใน​วัน​พิพากษา โทษ​ของ​เมือง​นั้น​จะ​รุนแรง​กว่า​โทษ​ของ​เมือง​โสโดม​เสีย​อีก”[13] “น่า​ละอาย​จริงๆ​เมือง​โคราซิน​และ​เมือง​เบธไซดา เพราะ​ถ้า​เรื่อง​อัศจรรย์​ที่​เกิด​ขึ้น​ใน​เมือง​ของ​เจ้า​นี้​ไป​เกิด​ที่​เมือง​ไทระ​และ​เมือง​ไซดอน แล้ว​ละ​ก็ คน​ที่​นั่น​ก็​คง​กลับตัว​กลับใจ ใส่​ผ้า​กระสอบ​และ​เอา​ขี้เถ้า​โรย​หัว​ไป​นาน​แล้ว[14] ใน​วัน​พิพากษา​นั้น โทษ​ของ​เมืองนี้​จะ​รุนแรง​กว่า​โทษ​ของ​เมือง​ไทระ​และ​เมือง​ไซดอน​เสีย​อีก[15] ส่วน​เจ้า เมือง​คาเปอรนาอุม เจ้า​คิด​ว่า เจ้า​จะ​ถูก​ยก​ขึ้น​สูง​เทียมฟ้า​หรือ ไม่​มี​ทาง เจ้า​จะ​ต้อง​ถูก​โยน​ลง​ไป​ใน​แดน​คน​ตาย​ต่าง​หาก”[16] แล้ว​พระองค์​ก็​บอก​กับ​ศิษย์​ว่า “คน​ที่​ยอมรับ​ถ้อยคำ​ของ​พวก​คุณ ก็​เท่า​กับ​ยอมรับ​เรา​ด้วย และ​คน​ที่​ไม่​ยอมรับ​พวกคุณ ก็​เท่า​กับ​ไม่​ยอมรับ​เรา​ด้วย แล้ว​คน​ที่​ไม่​ยอมรับ​เรา ก็​เท่า​กับ​ไม่​ยอมรับ​พระเจ้า​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​ด้วย”[17] ศิษย์​ทั้ง​เจ็ดสิบสอง​คน​กลับ​มา​รายงาน​พระเยซู​ด้วย​ความดีใจ​ว่า “อาจารย์​ครับ ตอน​ที่​เรา​อ้าง​ชื่อ​ของ​อาจารย์ แม้แต่​พวก​ผี​ชั่ว ยัง​เชื่อฟัง​เรา​เลย”[18] พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​เห็น​ซาตาน​ตกลง​มา​จาก​ฟ้า​เหมือน​ฟ้าแลบ[19] เรา​ให้​อำนาจ​พวก​คุณ ที่​จะ​เหยียบย่ำ​งู​ร้าย​และ​แมงป่อง และ​เรา​ให้​อำนาจ​เหนือ​ศัตรู​ทั้งหมด ไม่​มี​อะไร​ทำร้าย​พวก​คุณ​ได้[20] แต่​ทั้งนี้ทั้งนั้น​อย่า​ดีใจ​เพราะ​พวก​ผี​ชั่ว​เชื่อฟัง​คุณ แต่​ให้​ดีใจ​เพราะ​มี​ชื่อ​ของ​พวก​คุณ​จด​ไว้​บน​สวรรค์​แล้ว”[21] ใน​เวลา​นั้น​พระเยซู​เต็ม​ไป​ด้วย​ความสุข​ใน​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์ พระองค์​พูด​ว่า “ลูก​ขอ​ขอบคุณ​พระองค์​ผู้​เป็น​เจ้าของ​ฟ้าสวรรค์​และ​แผ่นดินโลก เพราะ​พระองค์​ได้​ปิดบัง​เรื่อง​เหล่านี้​จาก​พวก​ที่​มี​การศึกษา​และ​พวก​เฉลียว​ฉลาด แต่​เปิดเผย​ให้​กับ​คน​ที่​ไร้เดียงสา​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ​ได้​รู้ ใช่​แล้ว พระบิดา เพราะ​นั้นแหละ​เป็น​ไป​ตาม​ความพอใจ​ของ​พระองค์”[22] “พระบิดา​ได้​ให้​เรา​มี​สิทธิอำนาจ​เหนือ​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระบุตร นอก​จาก​พระบิดา และ​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก​พระบิดา นอก​จาก​พระบุตร และ​คน​ที่​พระบุตร​เลือก​ที่​จะ​บอก​ให้​รู้​เกี่ยวกับ​พระบิดา”[23] พระเยซู​หัน​มา​พูด​กับ​พวก​ศิษย์​เป็น​การส่วนตัว​ว่า “เป็น​เกียรติ​จริงๆ​สำหรับ​พวก​คุณ​ที่​ได้​เห็น​สิ่ง​เหล่านี้[24] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า มี​พวกผู้พูดแทนพระเจ้า และ​พวก​กษัตริย์​อยาก​เห็น​อยาก​ได้ยิน​สิ่ง​ที่​พวก​คุณ​เห็น​และ​ได้ยิน​นี้ แต่​พวก​เขา​ก็​ไม่​ได้​เห็น​และ​ก็​ไม่​ได้ยิน​ด้วย”[25] มี​คน​ที่​เก่ง​กฎ​ของ​โมเสส​คน​หนึ่ง ลุก​ขึ้น​ทดสอบ​พระเยซู เขา​ถาม​ว่า “อาจารย์​ครับ ผม​จะ​ต้อง​ทำ​ยังไง​ถึง​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป”[26] พระเยซู​ตอบ​ว่า “กฎ​เขียน​ไว้​ว่า​อะไร แล้ว​คุณ​ตีความ​ว่า​ยังไง”[27] เขา​ก็​ตอบ​ว่า “ให้​รัก​องค์​เจ้า​ชีวิต​พระเจ้า​ของ​คุณ ด้วย​สุดใจ สุดจิต สุด​กำลัง และ​สุดความคิด และ​ให้​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตนเอง”[28] พระเยซู​พูด​ว่า “ถูกต้อง​แล้ว ไป​ทำ​ตาม​นั้น​เถอะ แล้ว​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป”

เอเฟซัส 6:5-9
[5] พวกคุณ​ที่​เป็น​ทาส ต้อง​เชื่อฟัง​เจ้านาย​ฝ่ายโลก​นี้ ควร​เกรง​กลัว​จน​ตัวสั่น​ด้วย​ความ​จริงใจ เหมือน​ที่​ทำ​กับ​พระคริสต์[6] อย่า​ทำ​เป็น​ขยัน​แค่​ต่อหน้า​เมื่อ​มี​คน​มอง​เพื่อ​ประจบ​สอพลอ แต่​ควร​จะ​ทำงาน​เหมือนกับ​เป็น​ทาส​ของ​พระคริสต์ ที่​เต็มใจ​ทำ​ตาม​ความ​ต้องการ​ของ​พระเจ้า[7] ให้​เต็มใจ​รับใช้​เหมือนกับ​ที่​ทำ​ต่อ​องค์​เจ้า​ชีวิต​ไม่ใช่​ต่อ​มนุษย์[8] จำไว้​ว่า ไม่ว่า​คุณ​จะ​เป็น​ทาส​หรือ​เป็น​คน​อิสระ​ก็​ตาม ถ้า​ทำ​ความดี​ก็​จะ​ได้รับ​สิ่ง​ตอบแทน​จาก​องค์​เจ้า​ชีวิต[9] ใน​ทำนอง​เดียวกัน พวกคุณ​ที่​เป็น​เจ้านาย​อย่า​ได้​ข่มขู่​ทาส​ของ​ตน จำไว้​ว่า​เจ้านาย​ของ​คุณ​และ​ของ​เขา​ก็​อยู่​บน​สวรรค์ และ​พระองค์​ก็​ไม่​ลำเอียง​เข้าข้าง​ใคร

๑ โครินธ์ 13:1-13
[1] ถ้า​ผม​พูด​ภาษา​ต่างๆ​ของ​มนุษย์​ก็ดี หรือ​แม้แต่​ภาษา​ของ​ทูตสวรรค์ แต่​ถ้า​ไม่มี​ความรัก ผม​ก็​เป็น​แค่​เสียง​อึกทึก​ของ​ฆ้อง​หรือ​ฉิ่งฉาบ​ที่​ตีกัน[2] ถ้า​ผม​เป็น​ผู้​พูด​แทน​พระเจ้า รู้​สิ่ง​ลึกลับ​ต่างๆ​ของ​พระเจ้า มี​ความรู้​ทุกอย่าง และ​มี​ความเชื่อ​ทั้งหมด​ถึง​กับ​เลื่อน​ภูเขา​ได้ แต่​ไม่มี​ความรัก ผม​ก็​ไม่มี​ค่า​อะไร​เลย[3] ถ้า​ผม​เอา​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​ผม​มี​ไป​แจก​ให้​กับ​คนจน​และ​สละ​ร่าง​ของ​ตัวเอง​จน​ถึง​ขั้น​ที่​โอ้อวด​ได้ ​แต่​ไม่มี​ความรัก มัน​ก็​ไม่มี​ประโยชน์​อะไรเลย[4] ความรัก​นั้น​ก็​อดทน​นาน มี​เมตตากรุณา ไม่​อิจฉา​ริษยา ไม่​โอ้อวด[5] ไม่​หยิ่ง​จองหอง ไม่​หยาบคาย ไม่​เห็นแก่ตัว ไม่​ฉุนเฉียว ไม่​จดจำ​ความผิด​ของ​คนอื่น[6] ความรัก​ไม่​ยินดี​เมื่อ​เห็น​คนอื่น​ทำชั่ว​แต่​ยินดี​กับ​ความจริง[7] ความรัก​ปกป้อง​เสมอ ไว้วางใจ​เสมอ มี​ความหวัง​เสมอ และ​ทน​ต่อ​ทุกอย่าง​เสมอ[8] ความรัก​ไม่มี​วัน​สูญสิ้น​ไป แต่​การ​พูด​แทน​พระเจ้า​จะ​มี​วัน​เลิกรา การ​พูด​ภาษา​แปลกๆ​ก็​จะ​มี​วัน​หยุด​ลง พรสวรรค์​ที่​มี​ความรู้​พิเศษ​จาก​พระเจ้า​ก็​จะ​มี​วัน​เลิกรา[9] เพราะ​เรา​รู้​แค่​เพียง​เสี้ยว​เดียว​เท่านั้น เรา​พูด​แทน​พระเจ้า​ก็​ได้​แค่​เสี้ยว​เดียว[10] แต่​เมื่อ​ความ​สมบูรณ์แบบ​มาถึง อะไรก็​ตาม​ที่​ไม่​สมบูรณ์​ก็​จะ​หมดไป[11] ตอนที่​ผม​เป็น​เด็ก ผม​ก็​พูด​เหมือน​เด็ก คิด​เหมือน​เด็ก ใช้​เหตุผล​เหมือน​เด็ก แต่​เมื่อ​ผม​โต​เป็น​ผู้ใหญ่ ผม​ก็​เลิก​ทำ​ตัว​เหมือน​เด็ก[12] ใน​ทำนอง​เดียวกัน​สิ่ง​ที่​เรา​เห็น​ใน​ตอนนี้​เป็น​ภาพ​สะท้อน​จาก​กระจก แต่​เมื่อ​ความ​สมบูรณ์แบบ​มา​ถึง ใน​ตอนนั้น​เรา​ก็​จะ​มอง​เห็น​กัน​ต่อหน้า​เลย ตอนนี้​ผม​รู้​แค่​เพียง​เสี้ยว​เดียว แต่​เมื่อ​ถึง​ตอนนั้น​ผม​ก็​จะ​รู้​หมด​ทุกอย่าง เหมือนกับ​ที่​พระเจ้า​รู้จัก​ผม[13] แต่​ตอนนี้​เหลือ​อยู่​สาม​อย่าง​คือ​ความเชื่อ ความหวัง​และ​ความรัก แต่​ใน​สาม​อย่างนี้​ความรัก​ยิ่งใหญ่​ที่สุด

โรม 6:1-23
[1] แล้ว​ที​นี้​จะ​ว่า​ยังไง จะ​ทำ​บาป​ต่อ​ไป​เพื่อ​พระเจ้า​จะ​ได้​เมตตา​มาก​ขึ้น​อย่าง​นั้น​หรือ[2] ไม่​มี​ทาง ใน​เมื่อ​เรา​ตาย​จาก​บาป​แล้ว ยัง​จะ​ใช้​ชีวิต​อยู่​ใน​ความบาป​อีก​ได้​อย่างไร[3] หรือ​พวก​คุณ​ไม่​รู้​ว่า​การ​ที่​เรา​รับ​พิธี​จุ่มน้ำ​เข้า​ใน​พระเยซู​คริสต์​นั้น คือ​การ​จุ่ม​เข้า​ไป​ใน​ความตาย​ของ​พระองค์​นั่นเอง[4] ดังนั้น​เมื่อ​เรา​จุ่ม​เข้า​ใน​ความตาย​ของ​พระเยซู ก็​หมาย​ถึง​ว่า​เรา​ถูก​ฝัง​ร่วม​กับ​พระองค์​แล้ว เพื่อ​เรา​จะ​มี​วิถี​ชีวิต​ใหม่​เหมือน​กับ​ที่​พระคริสต์​ฟื้น​ขึ้น​จาก​ความตาย โดย​ฤทธิ์​อำนาจ​อัน​ยิ่งใหญ่​ของ​พระบิดา[5] เพราะ​ถ้า​เรา​ได้​เข้า​ร่วม​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กับ​พระองค์​ใน​ความตาย​นั้น เรา​ก็​จะ​ได้​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กับ​พระองค์​ใน​การ​ฟื้น​ขึ้น​จาก​ความตาย​ด้วย[6] เรา​รู้​ว่า​คน​เก่า​ของ​เรา​ได้​ถูก​ตรึง​ร่วม​กัน​กับ​พระคริสต์​แล้ว เพื่อ​ตัว​ตน​ที่​เต็ม​ไป​ด้วย​บาป​จะ​ได้​หมด​ฤทธิ์​ไป แล้ว​เรา​จะ​ได้​ไม่​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป​อีก​ต่อ​ไป[7] เพราะ​คน​ที่​ตาย​แล้ว​ก็​หลุดพ้น​จาก​อำนาจ​ของ​บาป[8] เมื่อ​เรา​ตาย​ร่วม​กับ​พระคริสต์​แล้ว เรา​เชื่อ​ว่า​เรา​จะ​มี​ชีวิต​ร่วม​กับ​พระองค์​ด้วย[9] เรา​รู้​ว่า​พระคริสต์ ผู้​ที่​ฟื้น​ขึ้น​จาก​ความตาย​นั้น จะ​ไม่​มี​วัน​ตาย​อีก​ต่อ​ไป ความ​ตาย​ก็​ไม่​ได้​เป็น​นาย​เหนือ​พระองค์​อีก​ต่อ​ไป[10] พระองค์​ตาย​เพียง​ครั้ง​เดียว​ก็​พอ​ตลอด​ไป​เพื่อ​ชนะ​อำนาจ​ของ​บาป ชีวิต​ที่​พระองค์​มี​อยู่นี้ พระองค์​อยู่​เพื่อ​พระเจ้า[11] พวก​คุณ​ก็​เหมือน​กัน ให้​ถือ​ว่า​ตัว​คุณ​เอง​ตาย​จาก​บาป​แล้ว และ​มี​ชีวิต​อยู่​เพื่อ​พระเจ้า​ใน​พระเยซู​คริสต์นั้น[12] ดังนั้น​อย่า​ปล่อย​ให้​บาป​มา​เป็น​เจ้า​ครอบ​ครอง​ร่างกาย​ที่​ต้อง​ตาย​ของ​คุณ​อีกเลย คือ​ให้​ความบาป​ทำ​ให้​คุณ​ต้อง​เชื่อฟัง​และ​ทำ​ตาม​กิเลส​ตัณหา​ของ​มัน[13] คุณ​ไม่​ควร​ยอม​ให้​บาป​มา​ใช้​อวัยวะ​ส่วน​ไหน​ก็​ตาม​ของ​คุณ​เป็น​เครื่องมือ​ใน​การ​ทำ​ชั่ว แต่​ให้​มอบ​ชีวิต​ของ​คุณ​เอง​กับ​พระเจ้า ให้​สม​กับ​เป็น​คน​ที่​ตาย​ไป​และ​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใหม่​แล้ว ดังนั้น​ขอ​ให้​คุณ​ยอม​ให้​พระเจ้า​ใช้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​ของ​ร่างกาย​คุณ​ให้​เป็น​เครื่องมือ​ใน​การ​ทำ​ความดี[14] ความบาป​ก็​ไม่​มี​อำนาจ​เหนือ​พวก​คุณ​อีก​ต่อ​ไป​แล้ว เพราะ​พวก​คุณ​ไม่​ได้​อยู่​ใต้​อำนาจ​ของ​กฎ แต่​อยู่​ใต้​ความ​เมตตา​กรุณา​ของ​พระเจ้า[15] แล้ว​ที​นี้​เรา​จะ​ว่า​อย่างไร​ดี ทำ​บาป​ต่อ​ไป​ดี​ไหม ไม่​มี​ทาง เพราะ​ตอนนี้​เรา​ไม่​ได้​อยู่​ใต้​กฎ​แล้ว แต่​อยู่​ใต้​ความ​เมตตา​กรุณา​ของ​พระเจ้า[16] พวก​คุณ​ไม่​รู้​หรือ​ว่า เมื่อ​คุณ​ยอม​มอบ​ตัว​เป็น​ทาส​เชื่อฟัง​ใคร​ก็​ตาม คุณ​ก็​เป็น​ทาส​ของ​คนๆ​นั้น​แล้ว ไม่ว่า​จะ​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป​ที่​ทำ​ให้​ต้อง​ตาย หรือ​เป็น​ทาส​ที่​เชื่อฟัง​พระเจ้า​ซึ่ง​จะ​นำ​ไป​ถึง​ชีวิต​ที่​พระเจ้า​ชอบใจ[17] แต่​ขอบคุณ​พระเจ้า​ที่​ถึง​แม้​คุณ​จะ​เคย​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป​มา​ก่อน แต่​เดี๋ยวนี้​คุณ​ได้​เชื่อฟัง​แบบ​อย่าง​คำสอน​ที่​พระเจ้า​ให้​ครอบ​ครอง​คุณ​นั้น​อย่าง​สุด​หัวใจ[18] คุณ​จึง​ไม่​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป​อีก​ต่อ​ไป แต่​เป็น​ทาส​ที่​ทำ​ตามใจ​พระเจ้า[19] (ที่​ผม​ใช้​ตัวอย่าง​เรื่อง​ทาส​มา​อธิบาย​ให้​ฟัง ก็​เพราะ​กลัว​ว่า​คุณ​จะ​ไม่​เข้าใจ) ใน​อดีต​คุณ​เคย​มอบ​อวัยวะ​ของ​คุณ​ให้​เป็น​ทาส​ของ​ความ​สกปรก​โสโครก​และ​การ​แหก​กฎ ซึ่ง​ทำให้​คุณ​แหก​กฎ​มาก​ขึ้น​เรื่อยๆ แต่​เดี๋ยวนี้​ขอ​ให้​ยอม​มอบ​อวัยวะ​ของ​คุณ​ให้​เป็น​ทาส​ที่​ทำ​ตามใจ​พระเจ้า​ซึ่ง​นำ​ไป​สู่​ความ​บริสุทธิ์[20] แต่​ก่อน เมื่อ​คุณ​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป​นั้น คุณ​ก็​เป็น​อิสระ ไม่​ได้​อยู่​ใต้​การ​ควบคุม​ของ​สิ่ง​ที่​ถูกต้อง[21] แต่​คุณ​ได้​อะไร​บ้าง​จาก​การ​ใช้​ชีวิต​แบบ​นั้น สิ่ง​ที่​คุณ​ได้​คือ​สิ่ง​ที่​คุณ​ละอาย​กับ​มัน​ตอนนี้ เพราะ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​นำ​ไป​ถึง​ความตาย[22] แต่​ตอนนี้​คุณ​ได้​เป็น​อิสระ​จาก​บาป​และ​มา​เป็น​ทาส​ของ​พระเจ้า​แล้ว ผล​ที่​คุณ​จะ​ได้รับ​คือ​ความ​บริสุทธิ์​ที่​นำ​ไป​ถึง​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป[23] เพราะ​ค่าจ้าง​ที่​ความบาป​จ่าย​ให้​กับ​เรา​คือ​ความตาย แต่​ของขวัญ​ที่​พระเจ้า​ให้​กับ​เรา​นั้น​คือ​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป ใน​พระเยซู​คริสต์เจ้า​ของ​เรา

มัทธิว 19:1-30
[1] หลังจาก​ที่​พระเยซู​พูด​เรื่อง​พวกนี้​แล้ว พระองค์​ก็​ออก​จาก​แคว้น​กาลิลี​ไป​ที่​แคว้น​ยูเดีย ที่​อยู่​อีก​ฝั่ง​หนึ่ง​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน[2] มี​คน​ตาม​พระองค์​ไป​เป็น​จำนวน​มาก และ​พระองค์​รักษา​คนป่วย​ที่​นั่น[3] พวก​ฟาริสี​บางคน​มา​หา​พระองค์​และ​ทดสอบ​พระองค์​โดย​ถาม​ว่า “มัน​ถูก​กฎ​หรือ​เปล่า​ที่​ผู้ชาย​จะ​หย่า​กับ​ภรรยา​ไม่ว่า​ด้วย​เหตุผล​ใด​ก็​ตาม”[4] พระเยซู​ตอบ​ว่า “พวก​คุณ​ไม่​เคย​อ่าน​หรือ​ว่า ‘เมื่อ​เริ่ม​แรก​พระผู้สร้าง​ได้​สร้าง​มนุษย์​เป็น​ชาย​และ​หญิง’[5] พระองค์​พูด​ว่า ‘ผู้ชาย​จะ​แยก​จาก​พ่อ​แม่​ไป​อยู่​ร่วม​กัน​กับ​ภรรยา​ของ​เขา แล้ว​ทั้ง​สอง​จะ​กลาย​เป็น​คนๆ​เดียว​กัน’[6] พวก​เขา​จึง​ไม่​ใช่​สอง​คน​อีก​ต่อ​ไป แต่​เป็น​คนๆ​เดียว​กัน ดังนั้น​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​ได้​ผูกพัน​เข้า​ด้วย​กัน​แล้ว ก็​อย่า​ให้​ใคร​มา​แยก​ออก​จาก​กัน​เลย”[7] พวก​ฟาริสี​จึง​ถาม​อีก​ว่า “แล้ว​ทำไม​โมเสส​ถึง​สั่ง​ให้​ผู้ชาย​แค่​เขียน​ใบหย่า​ให้​กับ​ภรรยา แล้ว​ก็​หย่า​ได้”[8] พระเยซู​ตอบ​ว่า “โมเสส​อนุญาต​ให้​พวก​คุณ​หย่า​กับ​ภรรยา​ได้ เพราะ​คุณ​ดื้อดึง​ไม่​เชื่อฟัง​คำ​สอน​ของ​พระเจ้า แต่​พระเจ้า​ไม่​ได้​ตั้งใจ​ให้​เป็น​อย่าง​นั้น​ตั้ง​แต่​แรก[9] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ใคร​ก็​ตาม​ที่​หย่า​กับ​ภรรยา​แล้ว​ไป​แต่งงาน​ใหม่ ก็​ถือ​ว่า​มี​ชู้ นอก​จาก​เขา​จะ​หย่า​เพราะ​ภรรยา​ทำ​บาป​ทางเพศ​เท่านั้น”[10] พวก​ศิษย์​พูด​กับ​พระเยซู​ว่า “ถ้า​นั่น​เป็น​เหตุผล​เดียว​ที่​ผู้ชาย​จะ​หย่า​ภรรยา​ได้ ก็​อย่า​แต่งงาน​เสีย​เลย​จะ​ดี​กว่า”[11] พระเยซู​ตอบ​ว่า “ไม่​ใช่​ผู้ชาย​ทุก​คน​จะ​รับ​คำสอนนี้​ได้ แต่​มี​บางคน​ที่​พระเจ้า​ทำ​ให้​รับ​ได้[12] มี​หลาย​เหตุผล​ที่​คน​ไม่​แต่งงาน บางคน​เกิด​มา​เป็น​ขันที บางคน​ถูก​จับ​ตอน และ​บาง​คน​ไม่​แต่งงาน​เพราะ​เห็นแก่​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์ ถ้า​ใคร​สามารถ​อยู่​เป็น​โสด​ได้ ก็​ไม่​ควร​แต่ง”[13] มี​คน​พา​เด็ก​เล็กๆ​เข้า​มา เพื่อ​ให้​พระเยซู​วางมือ และ​อธิษฐาน​ให้ แต่​พวก​ศิษย์​ได้​ต่อว่า​คน​พวก​นั้น​ที่​พา​เด็กๆ​มา[14] แต่​พระเยซู​บอก​ว่า “ปล่อย​ให้​พวก​เด็ก​เล็กๆ​เข้า​มา​หา​เรา อย่า​ห้าม​พวก​เขา เพราะ​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เป็น​ของ​คน​ที่​เป็น​เหมือน​กับ​เด็ก​เล็กๆ​พวกนี้”[15] หลัง​จาก​ที่​พระองค์​วางมือ​บน​ตัว​เด็กๆ​แล้ว พระองค์​ก็​ไป​จาก​ที่​นั่น[16] มี​ชาย​คน​หนึ่ง​มา​หา​พระเยซู และ​ถาม​ว่า “อาจารย์​ครับ ผม​จะ​ต้อง​ทำ​ความดี​อะไร​ถึง​จะ​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป”[17] พระเยซู​ตอบ​ว่า “คุณ​ถาม​เรา​ทำไม​ว่า อะไร​ดี มี​แต่​พระเจ้า​เท่า​นั้น​ที่​ดี ถ้า​คุณ​อยาก​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป ก็​ต้อง​ทำ​ตาม​กฎปฏิบัติ”[18] ชาย​หนุ่ม​จึง​ถาม​ว่า “กฎ​ข้อ​ไหน​ครับ” พระเยซู​ตอบ​ว่า “ข้อ​ที่​ว่า ‘อย่า​ฆ่า​คน อย่า​มี​ชู้ อย่า​ขโมย อย่า​เป็น​พยาน​เท็จ[19] ให้​เคารพ​นับถือ​พ่อ​แม่ และ​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตัวเอง’ ”[20] ชาย​หนุ่ม​คน​นั้น​ตอบ​ว่า “ผม​รักษา​กฎ​ทั้งหมด​นั้น​อยู่​แล้ว​ครับ ยัง​มี​อะไร​ที่​ผม​ต้อง​ทำ​อีก​ไหม​ครับ”[21] พระเยซู​ตอบ​ว่า “ถ้า​จะ​ทำ​ให้​ครบ​ถ้วน ต้อง​ไป​ขาย​ทรัพย์​สมบัติ​ทุก​อย่าง​ที่​คุณ​มี​อยู่ แล้ว​เอา​เงิน​ไป​แจกจ่าย​ให้​กับ​คน​ยากจน และ​คุณ​ก็​จะ​มี​ทรัพย์​สมบัติ​อยู่​บน​สวรรค์ แล้ว​มา​ติดตาม​เรา”[22] เมื่อ​ชาย​หนุ่ม​ได้ยิน​อย่าง​นั้น ก็​จาก​ไป​ด้วย​ความ​เศร้า เพราะ​เขา​ร่ำรวย​มาก[23] พระเยซู​พูด​กับ​พวก​ศิษย์​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คนรวย​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​นั้น​ยาก​มาก[24] ขอ​ย้ำ​อีก​ครั้ง​ว่า จะ​ให้​อูฐ​ลอด​รู​เข็ม ก็​ยัง​จะ​ง่าย​กว่า​ให้​คนรวย​เข้า​ไป​ใน​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า”[25] เมื่อ​พวก​ศิษย์​ได้ยิน​อย่าง​นั้น​ก็​งง​มาก และ​พูด​ว่า “ถ้า​อย่าง​นั้น​ใคร​จะ​ไป​รอด​ได้”[26] พระเยซู​มอง​พวก​ศิษย์​และ​พูด​ว่า “สำหรับ​มนุษย์ เป็น​ไป​ไม่​ได้​อยู่​แล้ว แต่​สำหรับ​พระเจ้า​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​เป็น​ไป​ได้”[27] เปโตร​พูด​กับ​พระเยซู​ว่า “พวก​เรา​ได้​สละ​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง เพื่อ​มา​ติดตาม​อาจารย์ แล้ว​พวก​เรา​จะ​ได้รับ​อะไร​ครับ”[28] พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า เมื่อ​พระเจ้า​สร้าง​โลก​ใหม่​แล้ว บุตร​มนุษย์​จะ​นั่ง​บน​บัลลังก์​อัน​สง่างาม และ​พวก​คุณ​ที่​ได้​ติดตาม​เรา ก็​จะ​ขึ้น​นั่ง​บน​บัลลังก์​สิบสอง​บัลลังก์ และ​ตัดสิน​คน​อิสราเอล​สิบสอง​เผ่า[29] ทุก​คน​ที่​สละ​บ้าน​เรือน หรือ​พี่น้อง​ชาย​หญิง หรือ​พ่อ หรือ​แม่ หรือ​ลูก หรือ​ไร่นา เพื่อ​มา​ติดตาม​เรา จะ​ได้รับ​มาก​กว่า​ที่​พวก​เขา​สละ​ไป​เป็น​ร้อย​เท่า และ​จะ​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป[30] แต่​คน​ที่​เป็น​ใหญ่​เป็น​โต​ที่สุด​ใน​ตอนนี้​จะ​กลาย​เป็น​คน​ที่​ต่ำต้อย​ที่สุด ส่วนคน​ที่​ต่ำต้อย​ที่สุด​ใน​ตอนนี้ จะ​กลาย​เป็น​คน​ใหญ่​คนโต​ที่​สุด

ปฐมกาล ๑๙:๑-๓๘
[๑] ทูตสวรรค์​สององค์​ได้​เข้า​มา​ใน​เมือง​โสโดม​ตอนเย็น โลท​กำลัง​นั่ง​อยู่​ที่​ประตูเมือง เขา​เห็น​ทูตสวรรค์​สององค์นั้น โลท​จึง​ลุกขึ้น​เข้า​ไป​หา​พวกเขา​และ​ก้มกราบ​ถึง​พื้น[๒] โลท​พูด​ว่า “เจ้านาย​ของ​ข้าพเจ้า ขอได้โปรด​ไป​แวะ​ที่​บ้าน​ของ​ผู้รับใช้​ของท่าน​และ​ค้างคืน​ที่นั่น จะ​ได้​ล้าง​เท้า แล้ว​ตื่น​แต่เช้า​เดินทาง​ต่อ” ทูตสวรรค์​ตอบ​ว่า “ไม่ล่ะ เรา​จะ​ค้างคืน​ที่​ลานเมือง นี้”[๓] แต่​โลท​ยัง​ตื้อ​พวกเขา​ไม่เลิก จน​พวกเขา​ยอม​แวะ​ไป​พัก​ค้างคืน​ที่​บ้าน​ของ​โลท โลท​ก็​ได้​ทำ​อาหาร​เลี้ยง​พวกเขา อบ​ขนมปัง​ไม่ใส่​เชื้อฟู​ให้ และ​พวกเขา​ก็​กินกัน[๔] ก่อน​ที่​พวกเขา​จะ​เข้านอน ผู้ชาย​ชาว​เมือง​โสโดม มี​ทั้ง​หนุ่ม​และ​แก่ ทั้งเมือง​ได้​มา​ยืน​ล้อมรอบ​บ้าน​โลท[๕] พวกเขา​เรียก​โลท​ออก​มา​ถาม​ว่า “ชาย​ที่​มา​หา​เจ้า​คืนนี้​อยู่​ที่ไหน พา​พวกเขา​ออก​มา​ให้​พวกเรา​สมสู่​หน่อย”[๖] โลท​ออก​ไป​นอก​ประตู​และ​ปิด​ประตู​ไว้[๗] แล้ว​โลท​ก็​พูด​ว่า “พี่น้อง​ทั้งหลาย ขอร้อง​เถอะ อย่า​ได้​ทำ​สิ่งชั่วร้าย​อย่างนี้​เลย[๘] เอา​อย่างนี้​ก็​แล้ว​กัน ผม​มี​ลูกสาว​สองคน​ที่​ยัง​ไม่เคย​ร่วมเพศ​กับ​ใคร​เลย ผม​จะ​เอา​พวกนาง​ออก​มา​ให้​กับ​พวกท่าน พวกท่าน​อยาก​จะ​ทำ​อะไร​กับ​พวกนาง ก็​แล้ว​แต่​พวกท่าน แต่​อย่า​ได้​ทำ​อะไร​กับ​ชาย​สองคนนี้​เลย เพราะ​พวกเขา​ได้​มา​อยู่​ร่ม​ชายคา​บ้าน​ผม ผม​จะ​ต้อง​ปกป้อง​พวกเขา”[๙] แต่​ชาย​ชาว​เมือง​โสโดม​กลับ​พูด​ว่า “ถอยไป” และ​พวกเขา​พูด​กัน​ว่า “โลท​คนนี้​มา​ที่​นี่​ใน​ฐานะ​แขก แล้ว​ตอนนี้​มัน​จะ​มา​ตัดสิน​พวกเรา​หรือ” พวกเขา​หัน​ไป​พูด​กับ​โลท​ว่า “ตอนนี้​พวกเรา​จะ​ทำ​กับ​แก​เลวร้าย​ยิ่งกว่า​ทำ​กับ​พวกนั้นอีก” พวกเขา​ก็​รุมกัน​เข้า​มา​หา​โลท​และ​ใกล้​เข้ามา​พัง​ประตู​แล้ว[๑๐] ชาย​สองคน​ที่​อยู่​ใน​บ้าน​ก็​ยื่น​มือ​ของ​พวกเขา​ออก​มา​ลาก​โลท​เข้า​ไป​ใน​บ้าน​แล้ว​ปิด​ประตู[๑๑] แล้ว​ทูตสวรรค์​ทั้งสอง​ก็​ทำ​ให้​พวกชาย​ที่​อยู่​นอก​ประตู​บ้าน​นั้น​ตาบอด ทั้ง​หนุ่ม​และ​แก่ ชาย​พวกนั้น​พยายาม​จะ​บุก​เข้า​ไป​ใน​บ้าน จึง​คลำ​หา​ประตู​บ้าน​กัน​จน​หมดแรง[๑๒] ชาย​สองคน​นั้น​ถาม​โลท​ว่า “มี​ใคร​ใน​ครอบครัว​เจ้า​อีก​หรือเปล่า​ที่​อยู่​ที่นี่ ให้​พา​พวกเขา​ออก​ไป​จาก​เมือง​นี้​ให้​หมด ทั้ง​พวกลูกเขย พวกลูกชาย​ลูกสาว​ของเจ้า และ​คน​อื่นๆ​อีก​ที่​เจ้า​มี​ใน​เมือง​นี้[๑๓] เพราะ​เรา​กำลัง​จะ​ทำลาย​เมืองนี้ เพราะ​พระยาห์เวห์​ได้ยิน​ว่า​เมืองนี้​ชั่วร้ายนัก พระองค์​จึง​ได้​ส่ง​พวกเรา​ให้​มา​ทำลาย​เมืองนี้”[๑๔] แล้ว​โลท​ได้​ออก​ไป​บอก​กับ​พวกคู่หมั้น คือ​พวกผู้ชาย​ที่​หมั้น​กับ​พวกลูกสาว​ของเขา​ว่า “ลุกขึ้น ไป​จาก​ที่นี่​เร็ว เพราะ​พระยาห์เวห์​กำลัง​จะ​ทำลาย​เมือง​นี้” แต่​พวกลูกเขย​คิด​ว่า​โลท​กำลัง​ล้อเล่น[๑๕] เมื่อ​ถึง​ตอนเช้า ทูตสวรรค์​ก็​เร่ง​โลท บอก​ว่า “ลุกขึ้น​เร็ว รีบ​เอา​เมีย​และ​ลูกสาว​สองคน​ของเจ้า ที่​อยู่​ที่นี่​ออก​ไป​จาก​เมืองนี้ ไม่​อย่างนั้น ตอน​ที่​เมืองนี้​ถูก​ลงโทษ เจ้า​จะ​ถูก​ทำลาย​ไปด้วย”[๑๖] แต่​โลท​ยัง​ชักช้า​อยู่ ชาย​สองคนนั้น​จึง​คว้า​มือ​ของเขา ทั้ง​เมีย​และ​ลูกสาว​ของ​โลท เพราะ​พระยาห์เวห์​มี​เมตตา​ต่อ​โลท และ​ทูตสวรรค์​ได้​พา​พวกเขา​ออก​ไป​ทิ้ง​ไว้​นอก​เมือง[๑๗] เมื่อ​ทูตสวรรค์​ได้​พา​พวกเขา​ออก​ไป​นอก​เมือง​แล้ว ทูตสวรรค์​องค์​หนึ่ง​ได้​พูด​ว่า “ให้​วิ่ง​สุดชีวิต​เลย ห้าม​เหลียว​หลัง​มา​มอง และ​อย่า​หยุด​ที่​หุบเขา​ไหนๆ​เลย ให้​วิ่ง​ไป​ที่​เทือกเขา​พวกนั้น ไม่​อย่างนั้น​เจ้า​จะ​ถูก​ทำลาย”[๑๘] แล้ว​โลท​พูด​กับ​พวกเขา​ว่า “ขอ​อย่า​ได้​ทำ​อย่างนั้น​เลย​เจ้านาย​ของ​ข้าพเจ้า[๑๙] ดูสิ ท่าน​ได้​กรุณา​กับ​ข้าพเจ้า​ผู้รับใช้​ของท่าน และ​ท่าน​ได้​แสดง​ความ​เมตตา​กับ​ข้าพเจ้า​อย่าง​ใหญ่หลวง ที่​ช่วย​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ไว้ ข้าพเจ้า​วิ่งหนี​ไป​ที่​เทือกเขา​พวกนั้น​ไม่ทัน​แน่ ความหายนะ​คง​ถึง​ตัว​ข้าพเจ้า​ก่อน และ​ข้าพเจ้า​ก็​จะ​ตาย[๒๐] ดูสิ​ครับ เมืองนั้น​อยู่​ใกล้​กับ​เมืองนี้ พอที่​ข้าพเจ้า​จะ​วิ่ง​ไป​ทัน และ​เป็น​เมือง​เล็ก ขอให้​ข้าพเจ้า​หนี​ไป​ที่นั่น​เถิด มัน​เป็น​เมือง​เล็กๆ​แล้ว​ท่าน​จะ​ได้​ช่วย​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า”[๒๑] แล้ว​ทูตสวรรค์​ก็​พูด​กับ​โลท​ว่า “ตกลง เรา​จะ​ให้​เจ้า​วิ่ง​ไป​ที่นั่น เรา​จะ​ไม่​ทำลาย​เมืองนั้น​ที่​ท่าน​พูดถึง[๒๒] เร็วเข้า รีบ​หนี​ไป​ที่นั่น เรา​จะ​ยัง​ทำ​อะไร​ไม่ได้ จนกว่า​เจ้า​จะ​วิ่ง​ไป​ถึง​ที่นั่น” (เมืองนั้น​จึง​มี​ชื่อ​ว่า​โศอาร์ )[๒๓] เมื่อ​ตะวัน​โผล่​ขึ้นมา โลท​ได้​มา​ถึง​เมือง​โศอาร์[๒๔] พระยาห์เวห์​ได้​ส่ง​ไฟ​กำมะถัน​และ​ลูกไฟ​ตกลง​มา​ใส่​เมือง​โสโดม​และ​เมือง​โกโมราห์ เหมือน​ห่าฝน​จาก​ท้องฟ้า[๒๕] และ​พระองค์​ได้​ทำลาย​เมือง​เหล่านั้น ตลอดจน​หุบเขา​ทั้งหมด และ​คน​ที่​อาศัย​อยู่​ใน​เมือง​พวกนั้น​ทุกคน และ​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​งอก​ขึ้น​มา​จาก​พื้นดิน[๒๖] เมีย​ของ​โลท​ได้​เหลียว​หลัง​ไป​ดู ร่าง​ของนาง​ได้​กลาย​เป็น​เสาเกลือ​ไป[๒๗] อับราฮัม​ตื่นแต่​เช้ามืด​และ​ไป​ยัง​สถานที่​ที่​เขา​ยืน​อยู่​ต่อหน้า​พระยาห์เวห์[๒๘] อับราฮัม​มอง​ลงไป​ยัง​เมือง​โสโดม​และ​โกโมราห์​และ​หุบเขา​ทั้งหมด เขา​เห็น​ควัน​ลอย​ขึ้น​จาก​แผ่นดินนั้น เหมือน​ควัน​จาก​เตา​หลอม​โลหะ[๒๙] เมื่อ​พระยาห์เวห์​ทำลาย​เมือง​ต่างๆ​ใน​หุบเขา พระองค์​ได้​ระลึกถึง​อับราฮัม พระองค์​จึง​นำ​โลท​ออก​มา​จาก​ความหายนะนั้น ตอน​ที่​พระองค์​ทำลาย​เมือง​ต่างๆ​พวกนั้น​ที่​โลท​เคย​อยู่[๓๐] จาก​เมือง​โศอาร์ โลท​ได้​ขึ้น​ไป​อาศัย​อยู่​ตาม​เทือกเขา​ต่างๆ​พร้อม​กับ​ลูกสาว​สอง​คน​ของเขา เพราะ​โลท​กลัว​ที่​จะ​อาศัย​อยู่​ใน​เมือง​โศอาร์ เขา​และ​ลูกสาว​ทั้งสอง​อาศัย​อยู่​ใน​ถ้ำ[๓๑] พี่สาว​คนโต​พูด​กับ​น้องสาว​ว่า “พ่อ​ของเรา​แก่​แล้ว และ​ไม่มี​ผู้ชาย​คนใด​ใน​ดินแดนนี้​ที่​จะ​มา​แต่งงาน​กับ​เรา เหมือนกับ​ที่​คนอื่นๆ​บน​โลกนี้​เขา​ทำ​กัน[๓๒] ไปเถอะ ไป​ให้​พ่อ​เรา​ดื่ม​เหล้าองุ่น​กัน แล้ว​พี่​จะ​เข้า​ไป​ร่วม​หลับนอน​กับ​พ่อ เรา​จะ​ได้​มี​ผู้สืบเชื้อสาย​ต่อไป ผ่าน​ทาง​พ่อ​ของเรา”[๓๓] แล้ว​ใน​คืนนั้น ลูกสาว​ทั้ง​สองคน​ของ​โลท​ให้​พ่อ​ของ​นาง​ดื่ม​เหล้าองุ่น​จน​เมามาย แล้ว​ลูกสาว​คนโต​ได้​เข้า​ไป​มี​เพศสัมพันธ์​กับ​โลท แต่​โลท​ไม่​รู้ตัว​เลย​ว่า​นาง​เข้า​มา​นอน​กับ​เขา​ตั้งแต่​เมื่อไหร่​และ​ลุกขึ้น​ไป​ตั้งแต่​เมื่อไหร่[๓๔] วัน​ต่อมา​พี่สาว​คนโต​พูด​กับ​น้องสาว​ว่า “ดูสิ เมื่อคืนนี้ พี่​ได้​เข้า​ไป​ร่วม​หลับนอน​กับ​พ่อ​แล้ว ให้​เรา​ไป​มอม​เหล้าองุ่น​พ่อ​อีก​คืนนี้ น้อง​จะ​ได้​เข้า​ไป​ร่วม​หลับนอน​กับ​พ่อ เพื่อ​ว่า​เรา​จะ​ได้​มี​ผู้สืบเชื้อสาย​ผ่าน​ทาง​พ่อเรา”[๓๕] แล้ว​ใน​คืนนั้น ลูกสาว​ทั้ง​สองคน ได้​มอม​เหล้าองุ่น​พ่อ​จน​เมามาย แล้ว​ลูก​คนเล็ก​ก็​เข้า​ไป​มี​เพศสัมพันธ์​กับ​โลท แต่​โลท​ไม่​รู้ตัว​เลย​ว่า​นาง​มา​นอน​กับ​เขา​ตั้งแต่​เมื่อไหร่ และ​นาง​ลุก​ขึ้นไป​ตั้งแต่​เมื่อไหร่[๓๖] ลูกสาว​ทั้ง​สองคน​ของ​โลท​ได้​ตั้งท้อง​กับ​พ่อ​ของนาง[๓๗] ลูกสาว​คนโต​คลอด​ลูกชาย นาง​ตั้งชื่อ​เขา​ว่า โมอับ เขา​เป็น​บรรพบุรุษ​ของ​ชาว​โมอับ​จน​ทุกวันนี้[๓๘] ลูกสาว​คนเล็ก​คลอด​ลูกชาย​เหมือนกัน เธอ​ตั้งชื่อ​เขา​ว่า​เบน-อัมมี เขา​เป็น​บรรพบุรุษ​ของ​ชาว​อัมโมน​จน​ทุกวันนี้

Thai Bible (ERV) 2001
Copyright © 2001 by Bible League International