A A A A A

โบสถ์: [คำอุปมาจากพระเยซู]

มัทธิว 5:14-16
[14] พวก​คุณ​เป็น​แสงสว่าง​ของ​โลก เมือง​ที่​สร้าง​อยู่​บน​ภูเขา​จะ​เอา​ไป​ซ่อน​ไว้​ไม่​ให้​คน​เห็น​ก็​ไม่​ได้[15] เหมือน​กับ​เมื่อ​จุด​ตะเกียง ก็​ไม่​มี​ใคร​เอา​ไป​ไว้​ใต้​ถัง แต่​จะ​เอา​ไป​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง เพื่อ​จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​ให้​กับ​ทุกคน​ที่​อยู่​ใน​บ้าน[16] พวก​คุณ​ก็​เหมือน​กัน ให้​ส่อง​สว่าง​ออก​ไป​เพื่อ​คน​จะ​ได้​เห็น​ความ​ดี​ที่​คุณ​ทำ และ​จะ​ได้​สรรเสริญ​พระบิดา​ของ​คุณ​ที่​อยู่​บน​สวรรค์

มัทธิว ๗:๑-๕
[๑] อย่า​ตัดสิน​คน​อื่น​แล้ว​พระเจ้า​จะ​ไม่​ตัดสิน​คุณ[๒] เพราะ​คุณ​ตัดสิน​คน​อื่น​อย่าง​ไร พระเจ้า​ก็​จะ​ตัดสิน​คุณ​อย่าง​นั้น คุณ​ใช้​วิธี​อะไร​ตัดสิน​คน​อื่น พระเจ้า​ก็​จะ​ใช้​วิธี​นั้น​ตัดสิน​คุณ[๓] ทำไม​คุณ​ถึง​เห็น​ขี้ผง​ใน​ตา​ของ​พี่น้อง​คุณ แต่​กลับ​มอง​ไม่​เห็น​ไม้ซุง​ทั้ง​ท่อน​ใน​ตา​ของ​ตัวเอง[๔] คุณ​พูด​กับ​พี่น้อง​ออก​มา​ได้​ยังไง​ว่า ‘เดี๋ยว​ผม​จะ​เขี่ย​ขี้ผง​ออก​จาก​ตา​ให้’ ทั้งๆ​ที่​ยัง​มี​ไม้ซุง​ทั้ง​ท่อน​อยู่​ใน​ตา​ของ​คุณ​เอง[๕] ไอ้หน้าซื่อใจคด เอา​ไม้ซุง​ออก​จาก​ตา​ของ​ตัวเอง​ก่อน จะ​ได้​มอง​เห็น​ชัดๆ​ตอน​เขี่ย​ขี้ผง​ออก​จาก​ตา​ของ​พี่น้อง

มัทธิว 9:16-17
[16] “ไม่​มี​ใคร​เอา​ผ้า​ที่​ยัง​ไม่​หด​ไป​ปะ​เข้า​กับ​เสื้อผ้า​เก่า​หรอก เพราะ​เมื่อ​ผ้า​นั้น​หด​ก็​จะ​ดึง​เสื้อผ้า​เก่า​ให้​ขาด​มาก​ขึ้น[17] คง​ไม่​มี​ใคร​เอา​เหล้า​องุ่น​ใหม่​เท​ใส่​ใน​ถุง​หนัง ​เก่า​หรอก เพราะ​ถุง​หนัง​เก่า​จะ​แตก เหล้า​องุ่น​ก็​จะ​รั่ว​ไหล​ออก​มา​หมด และ​ถุง​หนัง​เก่า​ก็​จะ​เสีย​ด้วย แต่​ควร​จะ​เท​เหล้า​องุ่น​ใหม่​ลง​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่ เพื่อ​จะ​ได้​รักษา​ทั้ง​เหล้า​องุ่น และ​ถุง​หนัง​นั้น​ไว้”

มัทธิว 12:24-30
[24] เมื่อ​พวก​ฟาริสี​ได้ยิน​ก็​พูด​ว่า “ที่​คนนี้​ไล่​ผี​ออก​ได้ ก็​เพราะ​ใช้​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​เบเอลเซบูล หัวหน้า​ผี”[25] พระเยซู​รู้​ถึง​ความ​คิด​นั้น จึง​ตอบ​ไป​ว่า “อาณาจักร​ที่​แตกแยก​จะ​ถูก​ทำลาย เมือง​ไหน​หรือ​ครัว​เรือน​ไหน​ที่​แตก​แยก ก็​คง​จะ​ไป​ไม่​รอด[26] ดังนั้น​ถ้า​ซาตาน ขับไล่​ซาตาน มัน​ก็​ต่อสู้​กับ​ตัว​มัน​เอง แล้ว​อาณาจักร​ของ​มัน​จะ​ตั้ง​อยู่​ได้​อย่าง​ไร[27] และ​ถ้า​เรา​ใช้​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​เบเอลเซบูล​ขับไล่​พวก​ผีชั่ว​นั้น แล้ว​พวก​ของ​คุณ​ใช้​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​ใคร​ขับไล่​พวก​ผีชั่ว​นั้น​ล่ะ ดังนั้น พวก​ศิษย์​ของ​คุณ​เอง​จะ​พิสูจน์​ว่า สิ่ง​ที่​คุณ​พูด​เกี่ยว​กับ​เรา​นั้น​ผิด[28] แต่​ถ้า​เรา​ขับไล่​ผีชั่ว​ออก​ด้วย​ฤทธิ์​อำนาจ​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า ก็​แสดง​ว่า​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​มา​ถึง​พวก​คุณ​แล้ว[29] จริงๆ​แล้ว ใคร​จะ​บุก​เข้า​ไป​ปล้น​บ้าน​ของ​คน​ที่​แข็งแรง​ได้ นอก​จาก​จะ​มัด​เจ้า​ของ​บ้าน​ที่​แข็งแรง​นั้น​ไว้​ก่อน จึง​จะ​ปล้น​ข้าวของ​ใน​บ้าน​ได้[30] ถ้า​ใคร​ไม่​ได้​อยู่​ฝ่าย​เรา ก็​เป็น​ศัตรู​กับ​เรา ใคร​ไม่​ได้​ช่วย​เรา​รวบรวม ก็​ทำ​ให้​คน​เหล่า​นั้น​กระจัด​กระจาย​ไป

มัทธิว 13:1-23
[1] ใน​วัน​เดียว​กัน​นั้น​เอง พระเยซู​ออก​จาก​บ้าน​มา​นั่ง​อยู่​ที่​ริม​ทะเลสาบ[2] คน​จำนวน​มาก​มา​ห้อมล้อม​พระองค์ พระองค์​จึง​ลง​ไป​นั่ง​อยู่​ใน​เรือ​โดย​มี​คน​พวก​นั้น​ยืน​อยู่​ริม​ฝั่ง[3] แล้ว​พระองค์​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ​ต่างๆ​สอน​พวก​เขา​หลาย​อย่าง พระองค์​เล่า​ว่า “มี​ชาวนา​คน​หนึ่ง​ออก​ไป​หว่าน​เมล็ดพืช[4] ใน​ขณะ​ที่​กำลัง​หว่าน​อยู่​นั้น พืช​บาง​เมล็ด​ตก​บน​ทางเดิน นก​ก็​มา​จิก​กิน​หมด[5] บาง​เมล็ด​ตก​ลง​บน​ดิน​ที่​ชั้นล่าง​เป็น​หิน มี​ดิน​ไม่​มาก​นัก เมล็ด​พวก​นั้น​ก็​งอก​ขึ้น​อย่าง​รวดเร็ว แต่​เนื่อง​จาก​ดิน​ไม่​ลึก[6] เมื่อ​ดวง​อาทิตย์​ขึ้น พืช​พวก​นั้น​ก็​ถูก​แดด​แผดเผา พวก​มัน​มี​ราก​ตื้นๆ​ก็​เลย​เหี่ยวแห้ง​ตาย​ไป[7] บาง​เมล็ด​ตก​ลง​กลาง​พงหนาม หนาม​ก็​งอก​ขึ้น​มา​ปกคลุม​พืช​นั้น​หมด[8] บาง​เมล็ด​ตก​ลง​บน​ดิน​ดี จึง​งอกงาม​เกิด​ดอก​ออก​ผล​มากมาย ร้อย​เท่า​บ้าง หกสิบ​เท่า​บ้าง และ​สามสิบ​เท่า​บ้าง[9] ใคร​มี​หู ก็​ฟัง​ไว้​ให้​ดี”[10] พวก​ศิษย์​ต่าง​ถาม​พระเยซู​ว่า “ทำไม​อาจารย์​ถึง​ใช้​แต่​เรื่อง​เปรียบเทียบ​เล่า​ให้​คน​ฟัง”[11] พระเยซู​ตอบ​ว่า “มี​แต่​พวก​คุณ​เท่า​นั้น​ที่​เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ถึง​เรื่อง​ความลับ​ของ​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์ แต่​คน​อื่นๆ​เรา​จะ​ไม่​บอก[12] คน​ที่​เข้าใจ​อยู่​แล้ว​ก็​จะ​เข้าใจ​มาก​ยิ่งขึ้น​จน​เหลือเฟือ ส่วน​คน​ที่​ไม่​เข้าใจ แล้ว​ยัง​ไม่​สนใจ​ฟัง​อีก แม้​สิ่ง​ที่​เขา​เข้าใจ​ก็​จะ​หาย​ไป​ด้วย[13] นี่​เป็น​เหตุ​ที่​เรา​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ​เล่า​ให้​พวก​เขา​ฟัง เพราะ​ถึง​เขา​จะ​เห็น ก็​เหมือน​กับ​ไม่​เห็น ถึง​จะ​ได้ยิน ก็​เหมือน​กับ​ไม่​ได้ยิน และ​ไม่​เข้าใจ​ด้วย[14] ซึ่ง​ก็​เป็น​จริง​ตาม​ที่​อิสยาห์​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ได้​บอก​ไว้​ว่า ‘คุณ​จะ​ฟัง​แล้ว​ฟัง​อีก แต่​จะ​ไม่​เข้าใจ คุณ​จะ​ดู​แล้ว​ดู​อีก แต่​จะ​ไม่​เห็น[15] เพราะ​จิตใจ​ของ​คน​พวกนี้​ดื้อด้าน​ไป​เสีย​แล้ว พวก​เขา​ปิด​หู​ปิด​ตา จึง​ทำ​ให้​ตา​มอง​ไม่​เห็น หู​ก็​ไม่​ได้ยิน และ​จิตใจ​ก็​ไม่​เข้า​ใจ พวก​เขา​จึง​ไม่​ได้​หัน​กลับ​มา​หา​เรา​เพื่อ​ให้​เรา​รักษา’[16] พวก​คุณ​ที่​มี​ตา​มอง​เห็น​และ​มี​หู​ได้ยิน​นั้น ได้รับ​เกียรติ​จริงๆ[17] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า มี​พวก​ผู้พูดแทนพระเจ้า และ​พวก​คน​ทั้งหลาย​ที่​ทำ​ตามใจ​พระเจ้า ใฝ่ฝัน​อยาก​เห็น อยาก​ได้ยิน​สิ่งที่​พวก​คุณ​เห็น​และ​ได้ยิน​นี้ แต่​พวก​เขา​ก็​ไม่​ได้​เห็น​และ​ก็​ไม่​ได้ยิน​ด้วย[18] ฟัง​ให้​ดี นี่​คือ​ความหมาย​ของ​เรื่อง​ชาวนา​ที่​หว่าน​เมล็ดพืช[19] เมล็ดพืช​ที่​ตก​ตาม​ถนน​หนทาง คือ​คน​ที่​ฟัง​เรื่อง​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​แต่​ไม่​เข้าใจ มารร้าย​ก็​มา​ฉกฉวย​เอา​พืช​ที่​หว่าน​อยู่​ใน​ใจ​ของ​เขา​ไป[20] เมล็ดพืช​ที่​ตก​บน​ดิน​ตื้นๆ​ที่​มี​หิน​อยู่​ข้าง​ล่าง คือ​คน​ที่​เมื่อ​ได้ยิน​ถ้อยคำ​แล้ว ก็​รีบ​รับ​ไว้​ทันที​และ​มี​ความสุข​ทีเดียว[21] แต่​ถ้อยคำ​ไม่​ได้​ฝัง​ลึก​เข้า​ไป​ใน​จิตใจ จึง​อยู่​ได้​ไม่​นาน เมื่อ​เกิด​เรื่อง​ทุกข์ร้อน​หรือ​ถูก​ข่มเหง​รังแก​เพราะ​ถ้อยคำ​นั้น ก็​รีบ​ทิ้ง​ถ้อยคำ​นั้น​ทันที[22] เมล็ดพืช​ที่​ตกลง​ใน​พงหนาม​นั้น คือ​คน​ที่​ฟัง​ถ้อยคำ แต่​ยัง​เป็น​ห่วง​กังวล​เกี่ยว​กับ​ชีวิต​ใน​โลกนี้ และ​หลงไหล​ใน​ทรัพย์​สมบัติ สิ่ง​เหล่านี้​มา​คลุม​ถ้อยคำ​ไว้ เลย​ไม่​เกิด​ผล[23] ส่วน​เมล็ดพืช​ที่​ตกลง​ใน​ดิน​ดี​นั้น คือ​คน​ที่​ได้​ฟัง​ถ้อยคำ​แล้ว​เข้าใจ จึง​เกิด​ผล​ร้อย​เท่า​บ้าง หกสิบ​เท่า​บ้าง สามสิบ​เท่า​บ้าง”

มัทธิว 13:24-30
[24] พระเยซู​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​ฟัง​ว่า “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์ เปรียบ​เหมือน​กับ​คน​ที่​หว่าน​เมล็ด​พันธุ์​ดี​ใน​นา​ของ​เขา[25] แต่​ใน​คืน​นั้น เมื่อ​ทุก​คน​หลับ​หมด ศัตรู​ของ​เขา​ได้​เข้า​มา​หว่าน​เมล็ด​วัชพืช​ลง​ไป​ใน​นา​ข้าว​สาลี แล้ว​ก็​ไป[26] เมื่อ​ต้น​ข้าว​สาลี​ออก​รวง ต้น​วัชพืช​ก็​งอก​งาม​ขึ้น​มา​ด้วย[27] พวก​คนใช้​มา​ถาม​เขา​ว่า ‘นาย​ครับ นาย​หว่าน​เมล็ด​พันธุ์​ดี​ลง​ไป​ใน​นา​นี่​ครับ แล้ว​ต้น​วัชพืช​โผล่​มา​ได้​อย่างไร​ครับ’[28] เขา​ตอบ​ไป​ว่า ‘เป็น​ฝีมือ​ของ​ศัตรู’ คนใช้​ถาม​ต่อว่า ‘นาย​จะ​ให้​พวก​เรา​ไป​ถอน​ต้น​วัชพืช​ทิ้ง​ไหม​ครับ’[29] เขา​ตอบ​ว่า ‘ไม่​ต้อง​หรอก เพราะ​กลัว​ว่า​จะ​ถอน​ข้าว​สาลี​ติด​ไป​กับ​ต้น​วัชพืช​ด้วย[30] ปล่อย​ให้​มัน​เติบโต​ไป​ด้วย​กัน​จน​ถึง​ฤดู​เก็บเกี่ยว แล้ว​ข้า​จะ​สั่ง​ให้​คน​งาน​เก็บ​ต้น​วัชพืช​ก่อน แล้ว​มัด​เข้า​ด้วย​กัน เอา​ไป​เผา​ไฟ แล้ว​จึง​ค่อย​มา​เก็บ​ข้าว​สาลี​ไป​ไว้​ใน​ยุ้งฉาง​ของ​ข้า’”

มัทธิว 13:31-32
[31] พระเยซู​ยัง​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​ฟัง​ว่า “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​เมล็ด​มัสตาร์ด​เมล็ด​หนึ่ง ที่​ชาวนา​เอา​ไป​ปลูก​ไว้​ใน​ไร่​ของ​เขา[32] มัน​เป็น​เมล็ด​ที่​เล็ก​ที่​สุด​ใน​จำนวน​เมล็ด​ทั้งหมด แต่​เมื่อ​มัน​โต​ขึ้น​มา มัน​กลับ​สูง​ใหญ่​กว่า​พืช​สวนครัว​ทั้งหมด​และ​กลาย​เป็น​ต้น​ที่​นก​มา​ทำ​รัง​ตาม​กิ่ง​ก้าน​ของ​มัน​ได้”

มัทธิว 13:33-34
[33] แล้ว​พระเยซู​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​ฟัง​ว่า “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​กับ​เชื้อฟู ที่​ผู้หญิง​คน​หนึ่ง​ผสม​ลง​ไป​ใน​แป้ง​สามถัง แล้ว​มัน​ก็​ทำ​ให้​แป้ง​ทั้ง​ก้อน​ฟู​ขึ้น​มา”[34] พระเยซู​เล่า​เรื่อง​พวกนี้​ให้​ฟัง และ​ใช้​เรื่อง​เปรียบ​เทียบ​ทั้งหมด ไม่​มี​สัก​เรื่อง​เลย ที่​ไม่​ได้​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ​เล่า

มัทธิว 13:44
“อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เหมือน​กับ​ทรัพย์​สมบัติ​ที่​ซ่อน​ไว้​ใน​ทุ่งนา เมื่อ​มี​คน​มา​พบ​เข้า​ก็​เอา​ไป​ซ่อน​ไว้​เหมือน​เดิม และ​ด้วย​ความ​ดีใจ​จึง​ไป​ขาย​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​ที่​เขา​มี แล้ว​ไป​ซื้อ​ที่​นา​นั้น”

มัทธิว 13:45-46
[45] “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เหมือน​พ่อค้า​ที่​ไป​หา​ไข่มุก​เม็ด​งาม[46] เมื่อ​ได้​พบ​ไข่มุก​ที่​มี​ค่า​มหาศาล​เม็ด​หนึ่ง จึง​ไป​ขาย​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​ที่​เขา​มี และ​ไป​ซื้อ​ไข่มุก​เม็ด​นั้น”

มัทธิว 13:47-50
[47] “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เหมือน​อวน​ที่​ทอด​อยู่​ใน​ทะเลสาบ​และ​จับ​ปลา​ได้​หลาย​ชนิด[48] เมื่อ​อวน​เต็ม ก็​ลาก​อวน​ขึ้น​ฝั่ง นั่ง​เลือก​แต่​ปลา​ที่​ดีๆ​ใส่​เข่ง และ​โยน​ปลา​ที่​ไม่​ดี​ทิ้ง​ไป[49] ใน​วัน​สิ้น​ยุค​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น เหล่า​ทูตสวรรค์​จะ​ออก​มา​แยก​พวก​คนชั่ว​ออก​จาก​พวก​คนดี[50] แล้ว​จะ​โยน​พวก​คนชั่ว​ลง​ใน​เตาไฟ​ที่​ร้อนแรง​ที่​มี​แต่​เสียง​ร้องไห้​โหยหวน​อย่าง​เจ็บปวด”

มัทธิว 15:10-20
[10] พระเยซู​เรียก​ฝูงชน​เข้า​มา​และ​พูด​ว่า “ฟัง​ให้​เข้าใจ​นะ[11] สิ่ง​ที่​เข้า​ไป​ใน​ปาก​ไม่​ทำ​ให้​คน​สกปรก​ใน​สายตา​พระเจ้า​หรอก แต่​สิ่ง​ที่​ออก​มา​จาก​ปาก​นั่น​แหละ ที่​ทำ​ให้​คน​สกปรก​ใน​สายตา​พระเจ้า”[12] พวก​ศิษย์​เข้า​มา​บอก​พระเยซู​ว่า “อาจารย์​รู้​หรือ​เปล่า ที่​อาจารย์​พูด​ไป​นั้น ทำ​ให้​พวก​ฟาริสี​โกรธ​แค้น​มาก”[13] พระเยซู​ตอบ​ว่า “ต้นไม้​ทุก​ต้น​ที่​พระบิดา​ของ​เรา​บน​สวรรค์​ไม่​ได้​ปลูก ก็​จะ​ถูก​ถอนราก​ถอนโคน​จน​หมด[14] ไม่​ต้อง​ไป​สนใจ​หรอก พวก​เขา​เป็น​คน​นำ​ทาง​ตาบอด ถ้า​คน​ตาบอด​นำทาง​คน​ตาบอด ทั้ง​สอง​คน​ก็​จะ​ตก​ลง​ไป​ใน​คู”[15] เปโตร​บอก​พระเยซู​ว่า “ช่วย​อธิบาย​เรื่อง​เปรียบเทียบ​ที่​เพิ่ง​พูด​ไป​นั้น​ให้​ฟัง​หน่อย​ครับ”[16] พระเยซู​พูด​ว่า “อะไร​กัน ยัง​ไม่​เข้าใจ​อีก​หรือ[17] ไม่​เห็น​หรือ​ว่า ทุก​อย่าง​ที่​คน​กิน​เข้า​ไป​ใน​ปาก​จะ​ตก​ลง​ไป​ใน​ท้อง แล้ว​ถ่าย​ออก​มา[18] แต่​สิ่ง​ที่​พูด​ออก​มา​จาก​ปาก​นั้น มัน​มา​จาก​ใจ และ​สิ่งนี้​เอง​ที่​ทำ​ให้​คน​สกปรก​ใน​สายตา​พระเจ้า[19] เพราะ​สิ่ง​ที่​ออก​มา​จาก​ใจ คือ​ความคิด​ชั่วร้าย การเข่นฆ่ากัน การมีชู้ ความผิดบาป​ทางเพศ​อื่นๆ การลักขโมย การโกหก การใส่ร้ายป้ายสีกัน[20] สิ่ง​เหล่านี้​แหละ​เป็น​สิ่ง​ที่​ทำ​ให้​คน​สกปรก​ใน​สายตา​พระเจ้า แต่​การ​ที่​ไม่​ได้​ล้าง​มือ​ก่อน​กิน​อาหาร ไม่​ทำ​ให้​คน​สกปรก​ใน​สายตา​พระเจ้า​หรอก”

มัทธิว 18:10-14
[10] ระวัง​ให้​ดี อย่า​ดูถูก​คน​ที่​ต่ำต้อย​พวกนี้​ของ​เรา​แม้​แต่​คน​เดียว เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ที่​บน​สวรรค์​นั้น ทูต​ประจำ​ตัว​ของ​พวก​เขา​เฝ้า​อยู่​ต่อ​หน้า​พระบิดา​ของ​เรา​เสมอ[11] ***[12] พวก​คุณ​คิด​อย่างไร ถ้า​ชาย​คน​หนึ่ง​มี​แกะ​อยู่​ร้อย​ตัว แล้ว​มี​ตัว​หนึ่ง​หาย​ไป เขา​จะ​ไม่​ทิ้ง​แกะ​ทั้ง​เก้าสิบเก้า​ตัว​ไว้​บน​ภูเขา และ​ออก​ตาม​หา​แกะ​ที่​หาย​ไป​หรือ[13] เมื่อ​เขา​พบ​แกะ​ตัว​นั้น​แล้ว เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า เขา​จะ​ดีใจ​ที่​ได้​พบ​แกะ​ตัว​นั้น​มาก​กว่า​ที่​มี​แกะ​เก้าสิบเก้า​ตัว​ที่​ไม่​ได้​หาย​ไป​ไหน[14] พระบิดา​ของ​พวก​คุณ​ที่​อยู่​บน​สวรรค์​ก็​เหมือน​กัน ไม่​อยาก​ให้​คน​ที่​ต่ำต้อย​พวกนี้​ของ​เรา​สัก​คน​หลง​หาย​ไป

มัทธิว ๑๘:๒๓-๓๕
[๒๓] “ดังนั้น​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​ถึง​เปรียบ​เหมือน​กับ​กษัตริย์​องค์​หนึ่ง ที่​ต้องการ​จะ​สะสาง​หนี้​ที่​พวก​ทาส​ติดค้าง​อยู่[๒๔] เมื่อ​เริ่ม​คิด​บัญชี ทาส​คน​หนึ่ง​ที่​เป็น​หนี้​กษัตริย์​อยู่​ห้าสิบ​ล้าน​เหรียญ​เงิน ก็​ถูก​พา​ตัว​เข้า​มา[๒๕] แต่​เขา​ไม่​มี​เงิน​พอที่​จะ​จ่าย​หนี้ กษัตริย์​จึง​สั่ง​ให้​เอา​ตัว​ทาส​คนนี้ รวมทั้ง​ภรรยา​และ​ลูกๆ​ตลอด​จน​ข้าว​ของ​ทุก​อย่าง​ของ​เขา​ไป​ขาย เพื่อ​เอา​เงิน​มา​ใช้​หนี้[๒๖] คนนั้น​จึง​คุก​เข่า​ลง​อ้อนวอน​กษัตริย์​ว่า ‘ขอ​เวลา​ผม​หน่อย​เถอะ​ครับ แล้ว​จะ​ใช้​หนี้​ให้​ทั้งหมด’[๒๗] กษัตริย์​เกิด​ความ​สงสาร​เขา ก็​เลย​ยก​หนี้​ให้​และ​ปล่อย​ตัว​ไป[๒๘] เมื่อ​ทาส​คนนี้​ออก​ไป ก็​ไป​เจอ​เพื่อน​ทาส​ด้วย​กัน​ที่​เป็น​หนี้​เขา​อยู่​หนึ่งร้อย​เหรียญ​เงิน เขา​ก็​เข้า​ไป​บีบ​คอ​เพื่อน​ทาส​คน​นั้น​และ​สั่ง​ว่า ‘ใช้​หนี้​มา​เดี๋ยวนี้’[๒๙] เพื่อน​ทาส​ที่​เป็น​ลูกหนี้​ได้​คุก​เข่า​ลง​อ้อนวอน​ว่า ‘ขอ​เวลา​ผม​อีก​สัก​หน่อย​เถอะ​ครับ แล้ว​จะ​ใช้​หนี้​ให้’[๓๐] แต่​เขา​ไม่​ยอม กลับ​สั่ง​ให้​จับ​เพื่อน​ทาส​คน​นั้น​ไป​ขัง​คุก​จน​กว่า​จะ​ใช้​หนี้​ให้​ทั้งหมด[๓๑] เมื่อ​ทาส​คน​อื่นๆ​เห็น​ว่า​เกิด​อะไร​ขึ้น ก็​รู้สึก​สลดใจ จึง​ไป​เล่า​เรื่อง​ที่​เกิด​ขึ้น​ให้​กษัตริย์​ฟัง[๓๒] กษัตริย์​เรียก​ทาส​คน​นั้น​มา​หา และ​พูด​ว่า ‘ไอ้​ทาส​ชาติชั่ว ข้า​ได้​ยก​หนี้​ให้​เอ็ง​ทั้งหมด​เพราะ​เอ็ง​อ้อนวอน​ข้า[๓๓] เอ็ง​ก็​ควร​จะ​สงสาร​เพื่อน​ทาส​คน​อื่นๆ​ของ​เอ็ง เหมือน​อย่าง​ที่​ข้า​สงสาร​เอ็ง​ด้วย​ไม่​ใช่​หรือ’[๓๔] กษัตริย์​โกรธ​มาก ก็​เลย​ส่ง​ทาส​คนนี้​เข้า​คุก​และ​ให้​ลงโทษ​จน​กว่า​เขา​จะ​ใช้​หนี้​หมด[๓๕] พระบิดา​ของ​เรา​ที่​อยู่​บน​สวรรค์​จะ​ทำ​อย่าง​นั้น​กับ​คุณ​เหมือน​กัน ถ้า​คุณ​ไม่​ยอม​ยกโทษ​ให้​กับ​พี่น้อง​ด้วย​ใจ​จริง”

มัทธิว ๒๐:๑-๑๖
[๑] อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​กับ​เจ้า​ของ​สวน​คน​หนึ่ง ที่​ออก​จาก​บ้าน​ไป​แต่​เช้าตรู่ เพื่อ​ไป​จ้าง​คน​งาน​มา​ทำงาน​ใน​สวนองุ่น​ของ​เขา[๒] เขา​ตกลง​ที่​จะ​จ่าย​ค่าแรง​หนึ่ง​เหรียญ​เงิน ต่อ​วัน เขา​ก็​ส่ง​พวก​คน​งาน​เข้า​ไป​ทำงาน​ใน​สวนองุ่น[๓] ประมาณ​เก้า​โมง​เช้า เจ้า​ของ​สวน​เข้า​ไป​ที่​ตลาด​อีก และ​เห็น​บางคน​ยืน​อยู่​เฉยๆ​ไม่​ได้​ทำ​อะไร[๔] เขา​พูด​ว่า ‘ถ้า​พวก​เจ้า​ไป​ทำงาน​ใน​สวนองุ่น​ของ​ข้า ข้า​จะ​ให้​ค่าจ้าง​อย่าง​ยุติธรรม’[๕] คน​พวก​นั้น​ตกลง​ไป และ​เจ้า​ของ​สวน​ได้​ออก​ไป​อีก​ตอน​ประมาณ​เที่ยง​และ​บ่าย​สาม​โมง แล้ว​ทำ​เหมือน​เดิม[๖] ประมาณ​ห้า​โมง​เย็น เจ้า​ของ​สวน​ออก​ไป​ตลาด​อีก​ครั้ง​หนึ่ง และ​เห็น​บางคน​ยืน​อยู่​เฉยๆ​ไม่​ได้​ทำ​อะไร เขา​เข้า​ไป​ถาม​ว่า ‘ทำไม​พวก​เจ้า​ถึง​ยืน​อยู่​เฉยๆ​ทั้ง​วัน​แบบนี้’[๗] คน​เหล่า​นั้น​ตอบ​ว่า ‘ไม่​มี​ใคร​จ้าง​พวก​เรา’ เจ้า​ของ​สวน​ก็​เลย​ชวน​ว่า ‘ไป​ทำงาน​ที่​สวนองุ่น​ของ​ข้า​สิ’[๘] เย็น​วัน​นั้น​เจ้า​ของ​สวน​สั่ง​หัวหน้า​คน​งาน​ว่า ‘ไป​เรียก​คน​งาน​มา แล้ว​จ่าย​ค่าแรง​ให้​พวก​เขา จ่าย​คน​ที่​เพิ่ง​มา​ทำ​ทีหลัง​นี้​ก่อน แล้ว​ค่อยๆ​จ่าย​ไป​จน​ถึง​คน​แรก’[๙] คน​งาน​ที่​เพิ่ง​จ้าง​มา​ตอน​ห้า​โมง​เย็น​ได้​ค่าแรง​ไป​คนละ​หนึ่ง​เหรียญ​เงิน[๑๐] แล้ว​พวก​คน​งาน​ที่​จ้าง​มา​ก่อน​ก็​เข้า​มา​รับ​ค่าแรง เขา​คิด​ว่า​จะ​ได้​มาก​กว่า​คน​อื่นๆ​แต่​กลับ​ได้​แค่​คนละ​หนึ่ง​เหรียญ​เงิน​เท่า​กัน[๑๑] เมื่อ​รับ​ค่าแรง​แล้ว พวก​เขา​ก็​ไป​ต่อว่า​เจ้า​ของ​สวน​ว่า[๑๒] ‘พวก​นั้น​ทำงาน​แค่​ชั่วโมง​เดียว แต่​นาย​จ่าย​ค่าแรง​ให้​เท่า​กับ​พวก​เรา​ที่​ทำงาน​กลาง​แดด​ร้อนๆ​มา​ทั้ง​วัน’[๑๓] เจ้า​ของ​ไร่​ตอบ​คน​หนึ่ง​ไป​ว่า ‘เพื่อน​เอ๋ย ข้า​ไม่​ได้​โกง​เจ้า​นะ เจ้า​ตกลง​ค่าแรง​ไว้​หนึ่ง​เหรียญ​เงิน​ไม่​ใช่​หรือ[๑๔] รับ​ค่าแรง​ของ​เจ้า​แล้ว​ไป​ซะ ข้า​พอใจ​จะ​จ่าย​คน​ที่​ข้า​จ้าง​มา​หลัง​สุด​เท่า​กับ​ที่​ข้า​จ่าย​เจ้า[๑๕] ข้า​ไม่​มี​สิทธิ์​ที่​จะ​ใช้​เงิน​ของ​ข้า​ตามใจ​ตัวเอง​หรือ​ยังไง เจ้า​อิจฉา​เพราะ​ข้า​ใจดี​หรือ’[๑๖] อย่าง​นี้​แหละ คน​สุดท้าย​จะ​กลับ​เป็น​คน​แรก และ​คน​แรก​จะ​กลับ​เป็น​คน​สุดท้าย”

มัทธิว ๒๑:๒๘-๓๒
[๒๘] “บอก​หน่อย​ว่า คุณ​คิด​อย่าง​ไร​เกี่ยวกับ​เรื่องนี้ ชาย​คน​หนึ่ง​มี​ลูก​สอง​คน เขา​บอก​ลูกชาย​คน​โต​ว่า ‘ลูก​พ่อ วันนี้​ไป​ทำงาน​ใน​ไร่​องุ่น​ของ​พ่อ​นะ’[๒๙] เขา​ตอบ​ว่า ‘ไม่​ได้​ครับ’ แต่​ต่อมา​เขา​เปลี่ยน​ใจ แล้ว​ไป​ทำงาน​ใน​ไร่​องุ่น[๓๐] จาก​นั้น​พ่อ​ไป​บอก​ลูกชาย​อีก​คน​ว่า ‘ลูก​พ่อ วันนี้​ไป​ทำงาน​ใน​ไร่​องุ่น​ของ​พ่อ​นะ’ เขา​ตอบ​ว่า ‘ครับ​พ่อ ผม​จะ​ไป’ แต่​เขา​ก็​ไม่​ได้​ไป”[๓๑] “ลูก​สอง​คนนี้ คน​ไหน​ที่​เชื่อฟัง​พ่อ​ของ​เขา” พวก​หัวหน้า​ชาว​ยิว​ตอบ​ว่า “ลูก​คน​แรก” พระเยซู​จึง​บอก​พวก​เขา​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​เก็บ​ภาษี​และ​โสเภณี​กำลัง​เข้า​ไป​ใน​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​ก่อน​พวก​คุณ​เสีย​อีก[๓๒] ยอห์น​ได้​มา​ชี้​ให้​เห็น​ว่า จะ​ใช้​ชีวิต​ที่​ถูกต้อง​กับ​พระเจ้า​ได้​อย่างไร พวก​คุณ​ก็​ไม่​ยอม​เชื่อ​เขา แต่​คน​เก็บ​ภาษี​และ​โสเภณี​กลับ​เชื่อ​ยอห์น ถึง​แม้​คุณ​เห็น​พวก​เขา​ทำ​อย่าง​นี้​แล้ว แต่​ก็​ยัง​ไม่​ยอม​กลับตัว​กลับใจ​มา​เชื่อ​ยอห์น​เลย

มัทธิว ๒๑:๓๓-๔๕
[๓๓] ฟัง​เรื่อง​เปรียบเทียบ​นี้​ให้​ดี เจ้าของ​ที่​แปลง​หนึ่ง​ได้​ทำ​สวนองุ่น​ไว้ ล้อม​รั้ว​ไว้​รอบ ขุด​บ่อย่ำ​องุ่น และ​สร้าง​หอคอย แล้ว​ให้​ชาว​สวน​มา​เช่า​สวนองุ่น​นั้น ส่วน​ตัว​เขา​เดิน​ทาง​ไป​ต่าง​ประเทศ[๓๔] เมื่อ​ถึง​ฤดู​เก็บ​องุ่น เจ้าของ​สวน​ส่ง​พวก​ทาส​ของ​เขา​มา​รับ​ส่วน​แบ่ง​องุ่น​จาก​พวก​คน​เช่า[๓๕] แต่​พวก​คน​เช่า​จับ​ทาส​ของ​เขา​ไว้ ทุบตี​คน​หนึ่ง ฆ่า​อีก​คน​หนึ่ง แล้ว​เอา​หิน​ขว้าง​อีก​คน​หนึ่ง[๓๖] เจ้าของ​สวน​จึง​ส่ง​พวก​ทาส​มา​มาก​กว่า​ครั้ง​แรก แต่​ก็​ถูก​พวก​คน​เช่า​สวน ทำ​เหมือน​เดิม[๓๗] สุดท้าย เจ้าของ​สวน​จึง​ส่ง​ลูกชาย​ของ​เขา​มา​เอง เขา​ว่า ‘พวก​นั้น​จะ​ต้อง​เคารพ​ยำเกรง​ลูกชาย​ของ​เรา​แน่ๆ’[๓๘] แต่​เมื่อ​พวก​คน​เช่า​เห็น​ลูกชาย​ของ​เขา​มา ก็​พูด​กัน​ว่า ‘นี่​ไง ผู้​รับ​มรดก เร็วเข้า​พวก​เรา ฆ่า​มัน​ซะ สวนนี้​จะ​ได้​ตก​เป็น​ของ​พวก​เรา’[๓๙] พวก​คน​เช่า​สวน​จึง​จับ​ตัว​ลูกชาย​เจ้าของ​สวน​โยน​ออก​ไป​นอก​สวน​แล้ว​ฆ่า​เขา[๔๐] เมื่อ​เจ้าของ​สวน​มา เขา​จะ​ทำ​อย่างไร​กับ​คน​เช่า​พวกนี้”[๔๑] พวก​หัวหน้า​นักบวช​และพวก​ผู้นำ​อาวุโส​ตอบ​ว่า “เขา​จะ​ต้อง​ฆ่า​คน​ชั่ว​พวก​นั้น​อย่าง​โหดเหี้ยม และ​ให้​ชาว​สวน​คนอื่น​ที่​ยอม​แบ่ง​องุ่น​ให้​กับ​เขา​เมื่อ​ถึง​ฤดู​เก็บเกี่ยว​มา​เช่า​ต่อ”[๔๒] พระเยซู​บอก​พวก​เขา​ว่า “พวก​คุณ​ไม่​เคย​อ่าน​พระคัมภีร์​ข้อนี้​หรือ​ที่​ว่า ‘หิน​ก้อนนี้​ที่​ช่าง​ก่อ​สร้าง​ทิ้ง​แล้ว กลับ​กลาย​มา​เป็น​หิน​ก้อน​ที่​สำคัญ​ที่สุด องค์​เจ้า​ชีวิต​ทำ​ให้​เป็น​อย่าง​นั้น สำหรับ​เรา​แล้ว​นี่​เป็น​เรื่อง​ที่​เหลือ​เชื่อ​จริงๆ’[๔๓] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​จะ​ถูก​ริบ​เอา​ไป​จาก​คุณ และ​ยก​ไป​ให้​กับ​คน​ที่​ทำ​ตาม​ความ​ต้องการ​ของ​พระเจ้า[๔๔] คน​ที่​ล้มทับ​หินนี้ ร่างกาย​ก็​จะ​หัก​เป็น​ชิ้นๆ แต่​ถ้า​ถูก​หินนี้​ล้มทับ คน​นั้น​ก็​จะ​แหลก​ละเอียด”[๔๕] เมื่อ​พวก​หัวหน้า​นักบวช​และ​พวก​ฟาริสี​ได้ยิน​เรื่อง​เปรียบเทียบ​นี้ ก็​รู้​ทันที​ว่า​พระองค์​กำลัง​ว่า​พวก​เขา​เป็น​คน​เช่า​ชั่วร้าย​พวก​นั้น

มัทธิว ๒๒:๑-๑๔
[๑] พระเยซู​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​ให้​พวก​เขา​ฟัง​อีก​ว่า[๒] “อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​เปรียบ​เหมือน​กับ​กษัตริย์ ที่​ได้​เตรียม​งาน​แต่งงาน​ให้​กับ​ลูกชาย[๓] แล้ว​กษัตริย์​ได้​เชิญ​แขก​เหรื่อ​มากมาย เมื่อ​เตรียม​งาน​เสร็จ​แล้ว กษัตริย์​ส่ง​ทาส​ไป​บอก​แขก​เหล่า​นั้น​ว่า มา​ได้​แล้ว แต่​กลับ​ไม่​มี​ใคร​มา[๔] กษัตริย์​จึง​ส่ง​ทาส​คน​อื่น​ไป​อีก​ให้​ไป​บอก​พวก​แขก​เหรื่อ​นั้น​ว่า ‘เรา​ได้​ฆ่า​วัว​และ​ลูก​วัว​อ้วน​พี​ไว้​แล้ว ทุก​อย่าง​พร้อม​แล้ว มา​งาน​เลี้ยง​ได้​แล้ว’[๕] แต่​ไม่​มี​ใคร​สนใจ ต่าง​ก็​ไป​ทำ​ธุระ​ของ​ตัวเอง คน​หนึ่ง​ไป​ทำ​สวน อีก​คน​หนึ่ง​ไป​ทำการค้า[๖] คน​ที่​เหลือ​ก็​จับ​พวก​ทาส​มา​ทุบตี​และ​ฆ่า​ทิ้ง[๗] กษัตริย์​โกรธ​แค้น​มาก ก็​เลย​ส่ง​กองทัพ​มา​ทำลาย​คน​ที่​ฆ่า​พวก​ทาส​ของ​เขา และ​เผา​เมือง​ของ​พวก​นั้น​ทิ้ง​ไป[๘] แล้ว​กษัตริย์​พูด​กับ​พวก​ทาส​ว่า ‘งาน​แต่งงาน​ก็​เตรียม​ไว้​พร้อม​แล้ว แต่​แขก​ที่​เรา​เชิญ​นั้น​ไม่​เหมาะสม​ที่​จะ​มา​งาน​นี้[๙] ออก​ไป​ตาม​หัวถนน​ต่างๆ​เจอ​ใคร​ก็​เชิญ​มา​ให้​หมด’[๑๐] พวก​ทาส​จึง​ออก​ไป​ตาม​ถนน​และ​เชิญ​ทุก​คน​ที่​พวก​เขา​เจอ​ทั้ง​ดี​และ​ชั่ว จน​มี​แขก​เต็ม​ห้องโถง[๑๑] เมื่อ​กษัตริย์​เข้า​มา​ดู​แขกเหรื่อ ก็​เห็น​ชาย​คน​หนึ่ง​แต่งตัว​ไม่​เหมาะสม​กับ​งาน[๑๒] พระองค์​จึง​พูด​ว่า ‘เพื่อน​เอ๋ย เข้า​มา​ได้​อย่างไร ชุด​ใส่​สำหรับ​งาน​แต่ง​ก็​ไม่​มี’ ชาย​คนนั้น​ก็​ไม่​มี​คำ​แก้​ตัว[๑๓] พระองค์​จึง​สั่ง​พวก​ทาส​ว่า ‘มัด​มือ​มัด​เท้า​มัน แล้ว​โยน​ออก​ไป​ที่​มืด​ข้าง​นอก​ที่​มี​เสียง​คน​ร้องไห้​โหยหวน​อย่าง​เจ็บ​ปวด’[๑๔] มี​หลาย​คน​ที่​ได้รับ​เชิญ​มา แต่​มี​น้อย​คน​ที่​ถูก​เลือก​ไว้”

มัทธิว ๒๔:๓๒-๓๕
[๓๒] ให้​เรียนรู้​จาก​ต้น​มะเดื่อ​กัน​เถอะ เมื่อ​ต้น​มะเดื่อ​เริ่ม​แตก​กิ่งก้าน​และ​ใบ​อ่อน พวก​คุณ​ก็​ว่า​ใกล้​ถึง​หน้า​ร้อน​แล้ว[๓๓] เช่น​เดียว​กัน​เมื่อ​พวก​คุณ​เห็น​สิ่ง​เหล่านี้​ทั้งหมด​เกิด​ขึ้น พวก​คุณ​ก็​รู้​ว่า​เวลา​นั้น​ใกล้​มา​ถึง​แล้ว อยู่​ที่​หน้า​ประตู​นี่​เอง[๓๔] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า สิ่ง​เหล่านี้​ทั้งหมด​จะ​เกิด​ขึ้น​ก่อน​ที่​คน​ใน​รุ่นนี้​จะ​ตาย[๓๕] สวรรค์​และ​โลก​จะ​สูญสิ้น​ไป แต่​ถ้อยคำ​ของ​เรา​จะ​ไม่​มี​วัน​สูญหาย

มัทธิว 24:45-51
[45] ใคร​เป็น​ทาส​ที่​ซื่อสัตย์​และ​ฉลาด ที่​เจ้านาย​มอบ​หมาย​ให้​ดูแล​พวก​ทาส​คน​อื่นๆ​ใน​บ้าน​เรือน​ของ​เขา และ​ให้​จัดหา​อาหาร​ให้​ทาส​พวก​นั้น​กิน​ตาม​เวลา[46] เมื่อ​นาย​กลับ​มา​เห็น​ทาส​คน​นั้น​ทำงาน​อย่าง​ดี ทาส​คน​นั้น​ก็​จะ​ได้รับ​เกียรติ​จริงๆ[47] เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า เจ้านาย​จะ​แต่งตั้ง​ให้​เขา​ดูแล​ทรัพย์​สมบัติ​ทั้งหมด​ของ​เขา[48] แต่​ถ้า​ทาส​คน​นั้น​ชั่วช้า และ​คิด​ว่า ‘นาย​ของ​ข้า​ยัง​ไม่​กลับ​มา​หรอก’[49] แล้ว​เขา​เริ่ม​ทุบ​ตี​พวก​ทาส​คน​อื่นๆ​และ​กิน​ดื่ม​กับ​พวก​ขี้เมา[50] นาย​ของ​เขา​จะ​กลับ​มา​ใน​วัน​เวลา​ที่​เขา​ไม่​คาดคิด​และ​ไม่ทัน​รู้ตัว[51] นาย​ของ​เขา​จะ​ตัด​เขา​ออก​เป็น​ชิ้นๆ​และ​ไล่​ให้​ไป​อยู่​กับ​พวก​คน​หน้าซื่อใจคด ซึ่ง​ที่​นั่น​จะ​มี​แต่​เสียง​ร้องไห้​โหยหวน​อย่าง​เจ็บปวด

มัทธิว 25:1-13
[1] ใน​เวลา​นั้น​อาณาจักร​แห่ง​สวรรค์​จะ​เปรียบ​เหมือน​กับ เพื่อน​เจ้าสาว​สิบ​คน​ที่​ถือ​ตะเกียง​ออก​มา​รอ​รับ​เจ้าบ่าว[2] ใน​พวก​เขา​มี​ห้า​คน​เป็น​หญิง​โง่ และ​อีก​ห้า​คน​เป็น​หญิง​ฉลาด[3] หญิง​โง่​ห้า​คน​นั้น​เอา​ตะเกียง​ไป แต่​ไม่​ได้​เอา​น้ำมัน​สำรอง​ไป​ด้วย[4] แต่​หญิง​ฉลาด​ห้า​คน​นั้น​เอา​น้ำมัน​สำรอง​ไป​พร้อม​กับ​ตะเกียง​ด้วย[5] เจ้าบ่าว​มา​ช้า หญิงสาว​ทั้งหมด​ก็​ง่วง​และ​หลับ​ไป[6] เมื่อ​ถึง​เที่ยงคืน ก็​มี​เสียง​ร้อง​เรียกว่า ‘เจ้าบ่าว​มา​แล้ว ออก​มา​ต้อนรับ​เร็ว​เข้า’[7] เพื่อน​เจ้าสาว​ทั้งหมด​ตื่น​ขึ้น และ​เตรียม​ตะเกียง​ของ​ตน​ให้​พร้อม[8] แล้ว​หญิง​โง่​ก็​พูด​กับ​หญิง​ฉลาด​ว่า ‘ขอ​แบ่ง​น้ำมัน​ของ​พวก​เธอ​ให้​กับ​พวก​เรา​บ้าง​สิ ตะเกียง​ของ​พวก​เรา​ใกล้​จะ​ดับ​อยู่​แล้ว’[9] หญิง​ฉลาด​ตอบ​ว่า ‘ไม่​ได้​หรอก เพราะ​น้ำมันนี้​มี​ไม่​พอ​สำหรับ​พวก​เรา​ทุก​คน พวก​เธอ​ไป​หา​ซื้อ​จาก​คน​ขาย​น้ำมัน​เอา​เอง​ก็​แล้ว​กัน’[10] ขณะ​ที่​หญิง​โง่​ออก​ไป​หา​ซื้อ​น้ำมัน เจ้าบ่าว​ก็​มา​ถึง เพื่อน​เจ้าสาว​ที่​พร้อม​อยู่​แล้ว​ก็​เข้า​ไป​ใน​งาน​แต่งงาน​กับ​เจ้าบ่าว แล้ว​ประตู​ก็​ถูก​ปิด​ลง[11] ต่อมา​เมื่อ​หญิง​โง่​ห้า​คน​นั้น​กลับ​มา ก็​ร้อง​เรียกว่า ‘คุณ​คะ คุณ​คะ ช่วย​เปิด​ประตู​ให้​พวก​เรา​หน่อย​ค่ะ’[12] แต่​เจ้าบ่าว​ตอบ​ว่า ‘จะ​บอก​ให้ ผม​ไม่​รู้จัก​คุณ​สัก​หน่อย’[13] ดังนั้น​ให้​พร้อม​อยู่​เสมอ เพราะ​พวก​คุณ​ไม่​รู้​ถึง​วัน​เวลา​ที่​เรา​จะ​กลับ​มา

มัทธิว ๒๕:๑๔-๓๐
[๑๔] หรือ​เรา​อาจ​จะ​เปรียบ​อาณาจักร​นั้น​เหมือน​กับ​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​กำลัง​จะ​เดินทาง​ไป​ต่าง​ประเทศ จึง​เรียก​พวก​ทาส​มา​และ​ฝาก​ทรัพย์สิน​ให้​พวก​เขา​ดูแล[๑๕] เขา​ให้​เงิน​ห้า​ถุง​กับ​ทาส​คน​หนึ่ง ให้​เงิน​สอง​ถุง​กับ​ทาส​อีก​คน​หนึ่ง และ​ให้​เงิน​หนึ่ง​ถุง กับ​ทาส​คน​สุดท้าย โดย​ได้​แบ่ง​ให้​ตาม​ความ​สามารถ​ของ​แต่​ละ​คน แล้ว​เขา​ก็​ออก​เดิน​ทาง​ไป[๑๖] ทาส​ที่​ได้รับ​เงิน​ห้า​ถุง เอา​เงิน​ไป​ค้าขาย​ทันที และ​ได้​กำไร​มา​อีก​ห้า​ถุง[๑๗] ทาส​ที่​ได้​เงิน​สอง​ถุง เอา​เงิน​ไป​ค้าขาย​เหมือนกัน และ​ได้​กำไร​มา​อีก​สอง​ถุง[๑๘] แต่​ทาส​ที่​ได้​เงิน​หนึ่ง​ถุง​ได้​ขุด​หลุม​ซ่อน​เงิน​ของ​เจ้านาย​ไว้​ใน​พื้นดิน[๑๙] หลัง​จาก​เวลา​ผ่าน​ไป​นาน เจ้า​นาย​กลับ​มา​และ​เรียก​พวก​เขา​มา​ถาม​ว่า​เอา​เงิน​ไป​ทำ​อะไร​กัน​บ้าง[๒๐] ทาส​ที่​ได้​เงิน​ไป​ห้า​ถุง​ได้​นำ​เงิน​กำไร​อีก​ห้า​ถุง​มา​ให้​นาย และ​บอก​ว่า ‘เจ้านาย​ครับ ท่าน​ให้​ผม​ดูแล​เงิน​ห้า​ถุง และ​นี่​ผม​ได้​กำไร​มา​อีก​ห้า​ถุง’[๒๑] นาย​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘เยี่ยม​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี​และ​ซื่อสัตย์ เจ้า​ได้​ซื่อสัตย์​ใน​สิ่ง​เล็กๆ​น้อยๆ​เรา​จะ​ตั้ง​ให้​เจ้า​ดูแล​ของ​จำนวน​มาก มา​ร่วม​ฉลอง​กับ​เรา’[๒๒] แล้ว​ทาส​ที่​ได้รับ​เงิน​สอง​ถุง​ก็​มา และ​พูด​ว่า ‘เจ้านาย​ครับ ท่าน​ให้​ผม​ดูแล​เงิน​สอง​ถุง ดู​สิ​ครับ ผม​ได้​กำไร​มา​อีก​สอง​ถุง’[๒๓] นาย​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘เจ้า​ทำ​ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี​และ​ซื่อสัตย์ เจ้า​ซื่อสัตย์​ใน​สิ่ง​เล็กๆ​น้อยๆ เรา​จะ​ตั้ง​ให้​เจ้า​ดูแล​ของ​จำนวน​มาก มา​ร่วม​ฉลอง​กับ​เรา’[๒๔] แล้ว​ทาส​ที่​ได้รับ​เงิน​ถุง​เดียว​ก็​มา และ​พูด​ว่า ‘เจ้านาย​ครับ ผม​รู้​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​ที่​โหดร้าย​ทารุณ ท่าน​เก็บเกี่ยว​ใน​ที่ดิน​ซึ่ง​ท่าน​ไม่​ได้​ปลูก และ​เก็บ​พืชผล​ที่​ท่าน​ไม่​ได้​หว่าน[๒๕] ผม​กลัว​ท่าน ก็​เลย​เอา​ถุง​เงิน​ไป​ฝัง​ดิน​ซ่อน​ไว้ นี่​ไง​ถุง​เงิน​ของ​ท่าน’[๒๖] นาย​จึง​ด่า​เขา​ว่า ‘ไอ้​ทาส​ชาติชั่ว​จอมขี้เกียจ ใน​เมื่อ​เจ้า​รู้​ว่า​ข้า​เก็บเกี่ยว​ใน​ที่ดิน​ซึ่ง​ข้า​ไม่​ได้​ปลูก และ​เก็บ​พืชผล​ที่​ข้า​ไม่​ได้​หว่าน[๒๗] ถ้า​อย่าง​นั้น เจ้า​ก็​น่า​จะ​เอา​เงิน​ของ​ข้า​ไป​ฝาก​ธนาคาร​ไว้ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​ข้า​กลับ​มา ข้า​ก็​จะ​ได้​เงิน​กลับ​มา​พร้อม​ทั้ง​ดอกเบี้ย​ด้วย’[๒๘] แล้ว​เจ้านาย​ก็​บอก​ให้​เอา​ถุง​เงิน​จาก​เขา​ไป​ให้​คน​ที่​มี​ถุง​เงิน​สิบ​ถุง[๒๙] เพราะ​คน​ที่​ทำ​ประโยชน์​จาก​สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่ ก็​จะ​ได้รับ​เพิ่ม​มาก​ขึ้น​จน​เหลือ​เฟือ แต่​คน​ที่​ไม่​ได้​ทำ​ประโยชน์​จาก​สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่ ทุก​สิ่ง​ที่​เขา​มี​จะ​ถูก​ริบ​ไป​จน​หมด​ด้วย[๓๐] จาก​นั้น​เขา​ก็​สั่ง​ให้​เอา​ตัว​ทาส​ที่​ไร้​ประโยชน์นี้​โยน​ออก​ไป​ที่​มืด​ข้างนอก ที่​นั่น​จะ​มี​เสียง​ร้องไห้​โหยหวน​ด้วย​ความเจ็บปวด

Thai Bible (ERV) 2001
Copyright © 2001 by Bible League International