A A A A A
Facebook Instagram Twitter
พระคัมภีร์ในประเทศไทย (TH1971)

มาระโก ๕



ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวก ก็ข้ามทะเลไปยังแดนเมืองชาวเก-ราซา
พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ มีคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพ มีผีโสโครกสิงได้มาพบพระองค์
คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และไม่มีผู้ใดจะผูกมัดตัวเขาอีกได้ แม้จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็ไม่อยู่
เพราะว่าได้ล่ามโซ่ใส่ตรวนหลายหนแล้ว เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย ไม่มีผู้ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้
เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ และที่ภูเขาทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว
ครั้นเขาเห็นพระเยซูแต่ไกลก็วิ่งเข้ามากราบไหว้พระองค์
แล้วร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์มายุ่งกับข้าพระองค์ทำไม ข้าพระองค์ขอให้พระองค์สาบานในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทรมานข้าพระองค์”
ที่พูดเช่นนี้ เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่มันว่า “อ้ายผีโสโครก จงออกมาจากคนนั้นเถิด”
แล้วพระองค์ตรัสถามชายนั้นว่า “เอ็งชื่ออะไร” มันตอบว่า “ชื่อกอง เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน”
๑๐
มันจึงอ้อนวอนพระองค์เป็นอันมาก มิให้ขับไล่มันออกจากแดนเมืองนั้น
๑๑
มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาตำบลนั้น
๑๒
ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า “ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าในสุกรเหล่านี้เถิด”
๑๓
พระองค์ก็ทรงอนุญาต แล้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุกร สุกรทั้งฝูงประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย
๑๔
ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรนั้น ต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก แล้วคนทั้งปวงก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น
๑๕
เมื่อเขามาถึงพระเยซูก็เห็นคนที่ผีทั้งกองได้สิงนั้น นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี เขาจึงเกรงกลัวนัก
๑๖
แล้วคนที่ได้เห็น ก็เล่าเหตุการณ์ซึ่งบังเกิดแก่คนที่ผีสิงนั้น และซึ่งบังเกิดแก่ฝูงสุกรให้เขาฟัง
๑๗
คนทั้งหลายจึงพากันอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปเสียจากเขตแดนเมืองของเขา
๑๘
เมื่อพระองค์กำลังเสด็จลงเรือ คนที่ผีได้สิงแต่ก่อนนั้นได้อ้อนวอนขอติดตามพระองค์ไป
๑๙
พระองค์ไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว”
๒๐
ฝ่ายคนนั้นก็ทูลลา แล้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำเพื่อตัว และคนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก
๒๑
ครั้นพระเยซูเสด็จลงเรือข้ามฟากกลับไปแล้ว มีคนเป็นอันมากมาหาพระองค์ และพระองค์ยังประทับที่ฝั่งทะเล
๒๒
มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสเดินมา และเมื่อเขาเห็นพระเยซูก็กราบลงที่พระบาทของพระองค์
๒๓
แล้วทูลอ้อนวอนพระองค์ว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว ขอเชิญพระองค์ไปวางพระหัตถ์บนเขา เพื่อเขาจะได้หายโรคและไม่ตาย”
๒๔
ฝ่ายพระองค์ได้เสด็จไปกับคนนั้น มีคนเป็นอันมากตามไปและเบียดเสียดพระองค์
๒๕
มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีมาแล้ว
๒๖
ได้ทนทุกข์ลำบากมามาก มีหมอหลายคนมารักษา และได้เสียทรัพย์จนหมดสิ้น โรคนั้นก็มิได้บรรเทา แต่ยิ่งกำเริบขึ้น
๒๗
ครั้นผู้หญิงนั้นได้ยินถึงเรื่องพระเยซู เขาก็เดินปะปนกับประชาชน ที่เบียดเสียดข้างหลังพระองค์ และได้ถูกต้องฉลองพระองค์
๒๘
เพราะคิดว่า “ถ้าเราได้แตะต้องแต่ฉลองพระองค์ เราก็จะหายโรค”
๒๙
ในทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุดแห้งไป และผู้หญิงนั้นรู้สึกตัวว่าโรคหายแล้ว
๓๐
บัดเดี๋ยวนั้น พระเยซูทรงรู้สึกว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์แล้ว จึงเหลียวหลังตรัสว่า “ใครถูกต้องเสื้อของเรา”
๓๑
ฝ่ายเหล่าสาวกก็ทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์ และพระองค์ยังจะทรงถามอีกหรือว่า ‘ใครถูกต้องเรา’ ”
๓๒
แล้วพระเยซูทอดพระเนตรดูรอบ ประสงค์จะเห็นผู้หญิงที่ได้กระทำสิ่งนั้น
๓๓
ฝ่ายผู้หญิงนั้นก็กลัวจนตัวสั่น เพราะรู้เรื่องที่เป็นแก่ตัวนั้น จึงมากราบลง ทูลแก่พระองค์ตามจริงทั้งสิ้น
๓๔
พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ จงไปเป็นสุขและหายโรคนี้เถิด”
๓๕
เมื่อพระองค์ยังตรัสไม่ทันขาดคำ มีบางคนได้มาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกว่า “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์ทำไมอีกเล่า”
๓๖
ฝ่ายพระเยซูไม่ทรงฟังซึ่งเขาว่านั้น จึงตรัสแก่นายธรรมศาลาว่า “อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้นเถิด”
๓๗
พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดไปด้วย เว้นแต่เปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายของยากอบ
๓๘
ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงเรือนนายธรรมศาลาแล้ว ก็เห็นคนวุ่นวายร้องไห้คร่ำครวญเป็นอันมาก
๓๙
และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้ว จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านทั้งหลายพากันร้องไห้วุ่นวายไปทำไม เด็กนั้นไม่ตาย แต่นอนหลับอยู่”
๔๐
เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์แต่เมื่อพระองค์ขับคนทั้งหลายออกไปแล้ว จึงนำบิดามารดาและสาวกสามคนที่ตามพระองค์มานั้นเข้าไปในที่ที่เด็กหญิงอยู่
๔๑
พระองค์จึงจับมือเด็กหญิงนั้นตรัสว่า “ทาลิธา คูมิ” แปลว่า “เด็กหญิงเอ๋ย เราว่าแก่เจ้าว่า จงลุกขึ้นเถิด”
๔๒
ในทันใดนั้นเด็กหญิงนั้น ก็ลุกขึ้นเดิน เพราะว่าเด็กนั้นอายุได้สิบสองปี ในทันใดนั้นคนทั้งปวงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
๔๓
พระองค์ก็กำชับห้ามเขาแข็งแรงไม่ให้บอกผู้ใดให้รู้เหตุการณ์นี้ แล้วจึงสั่งเขาให้นำอาหารมาให้เด็กนั้นรับประทาน











มาระโก ๕:1

มาระโก ๕:2

มาระโก ๕:3

มาระโก ๕:4

มาระโก ๕:5

มาระโก ๕:6

มาระโก ๕:7

มาระโก ๕:8

มาระโก ๕:9

มาระโก ๕:10

มาระโก ๕:11

มาระโก ๕:12

มาระโก ๕:13

มาระโก ๕:14

มาระโก ๕:15

มาระโก ๕:16

มาระโก ๕:17

มาระโก ๕:18

มาระโก ๕:19

มาระโก ๕:20

มาระโก ๕:21

มาระโก ๕:22

มาระโก ๕:23

มาระโก ๕:24

มาระโก ๕:25

มาระโก ๕:26

มาระโก ๕:27

มาระโก ๕:28

มาระโก ๕:29

มาระโก ๕:30

มาระโก ๕:31

มาระโก ๕:32

มาระโก ๕:33

มาระโก ๕:34

มาระโก ๕:35

มาระโก ๕:36

มาระโก ๕:37

มาระโก ๕:38

มาระโก ๕:39

มาระโก ๕:40

มาระโก ๕:41

มาระโก ๕:42

มาระโก ๕:43







มาระโก 1 / มาระ 1

มาระโก 2 / มาระ 2

มาระโก 3 / มาระ 3

มาระโก 4 / มาระ 4

มาระโก 5 / มาระ 5

มาระโก 6 / มาระ 6

มาระโก 7 / มาระ 7

มาระโก 8 / มาระ 8

มาระโก 9 / มาระ 9

มาระโก 10 / มาระ 10

มาระโก 11 / มาระ 11

มาระโก 12 / มาระ 12

มาระโก 13 / มาระ 13

มาระโก 14 / มาระ 14

มาระโก 15 / มาระ 15

มาระโก 16 / มาระ 16