A A A A A

๒ พงศาวดาร ๙:๑-๓๐
๑. เมื่อพระราชินีแห่งเชบา ทรงได้ยินกิตติศัพท์ของซาโลมอน พระนางก็เสด็จมายังเยรูซาเล็ม เพื่อทดสอบพระองค์ด้วยปัญหายุ่งยากต่างๆ พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย กับฝูงอูฐบรรทุกเครื่องเทศทองคำเป็นอันมาก และอัญมณีล้ำค่า และเมื่อพระนางเสด็จมาถึงซาโลมอนแล้ว พระนางทูลเรื่องทุกอย่างในใจต่อพระองค์
๒. และซาโลมอนตรัสตอบปัญหาทุกข้อของพระนาง ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้นจากซาโลมอนที่พระองค์จะทรงตอบพระนางไม่ได้
๓. และเมื่อพระราชินีแห่งเชบาทรงเห็นพระสติปัญญาของซาโลมอน และพระราชวังที่พระองค์ทรงสร้าง
๔. ทั้งอาหารที่โต๊ะเสวย กับที่นั่งของบรรดาข้าราชการ การปรนนิบัติของพวกมหาดเล็ก เครื่องแต่งกายของพวกเขา ทั้งพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระองค์ ตลอดจนเครื่องแต่งกายของพวกเขา รวมทั้งเครื่องบูชาเผาทั้งตัวของพระองค์ที่ทรงถวายบูชา ณ พระนิเวศของพระยาห์เวห์ พระทัยของพระนางก็ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง
๕. พระนางทูลพระราชาว่า “ข่าวคราวซึ่งหม่อมฉันได้ยินในประเทศของหม่อมฉัน เกี่ยวกับพระราชกิจและพระสติปัญญาของฝ่าพระบาทเป็นความจริง
๖. แต่หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยคำเหล่านั้น จนกระทั่งหม่อมฉันได้มาเฝ้าและเห็นกับตาเอง ดูสิ ที่เขาบอกกับหม่อมฉันก็ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของพระสติปัญญายิ่งใหญ่ของฝ่าพระบาท ฝ่าพระบาทเลิศล้ำยิ่งกว่าข่าวคราวที่หม่อมฉันได้ยินเสียอีก
๗. บรรดาคนของฝ่าพระบาทก็เป็นสุข บรรดาข้าราชการเหล่านี้ของฝ่าพระบาทก็เป็นสุข คือผู้ที่คอยปรนนิบัติเฉพาะพระพักตร์ฝ่าพระบาทเป็นประจำและฟังพระสติปัญญาของฝ่าพระบาท
๘. สาธุการแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของฝ่าพระบาท ผู้พอพระทัยในฝ่าพระบาทและทรงแต่งตั้งฝ่าพระบาทไว้บนบัลลังก์ เป็นพระราชาเพื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของฝ่าพระบาท เพราะพระเจ้าของฝ่าพระบาททรงรักอิสราเอลและจะสถาปนาอิสราเอลไว้เป็นนิตย์ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งให้ฝ่าพระบาทเป็นพระราชาเหนือเขาทั้งหลาย เพื่อฝ่าพระบาทจะทรงอำนวยความยุติธรรมและความชอบธรรม”
๙. แล้วพระนางก็ถวายทองคำหนัก ๔,๐๐๐ กิโลกรัมแด่พระราชา ทั้งเครื่องเทศอีกเป็นจำนวนมาก และอัญมณีล้ำค่า ไม่เคยมีเครื่องเทศเหมือนอย่างที่พระราชินีแห่งเชบาถวายแด่พระราชาซาโลมอน
๑๐. ยิ่งกว่านั้นอีก ข้าราชการของฮีรามและข้าราชการของซาโลมอน ผู้ซึ่งนำทองคำมาจากโอฟีร์ ได้นำไม้ประดู่และอัญมณีล้ำค่ามาด้วย
๑๑. แล้วพระราชาทรงใช้ไม้ประดู่ทำขั้นบันได พระนิเวศของพระยาห์เวห์และพระราชวังของพระราชา ทั้งทำพิณเขาคู่และพิณใหญ่สำหรับพวกนักร้อง ซึ่งไม่เคยเห็นมีอย่างนั้นมาก่อนในแผ่นดินยูดาห์
๑๒. พระราชาซาโลมอนประทานแก่พระราชินีแห่งเชบาทุกอย่างที่พระนางทรงประสงค์ตามที่ทูลขอ มากยิ่งกว่าสิ่งที่พระนางนำมาถวายพระราชา ดังนั้นพระนางก็เสด็จกลับไปยังแผ่นดินของพระนางพร้อมกับพวกข้าราชการ
๑๓. น้ำหนักทองคำที่นำมาส่งซาโลมอนในปีหนึ่งนั้นหนัก ๒๓,๐๐๐ กิโลกรัม
๑๔. นอกเหนือจากทองซึ่งนักธุรกิจและพ่อค้านำมา และกษัตริย์ทั้งหมดแห่งอาระเบียและบรรดาเจ้าเมืองแห่งแผ่นดินก็ได้นำทองคำและเงินมายังซาโลมอน
๑๕. พระราชาซาโลมอนทรงให้เอาทองคำมาทุบเป็นโล่ใหญ่ ๒๐๐ อัน โล่อันหนึ่งใช้ทองคำหนักประมาณ ๗ กิโลกรัม
๑๖. และพระองค์ทรงให้เอาทองคำมาทุบเป็นโล่ ๓๐๐ อัน โล่อันหนึ่งใช้ทองคำหนักประมาณ ๓.๕ กิโลกรัม และพระราชาทรงเก็บโล่ไว้ในพระตำหนักพนาเลบานอน
๑๗. พระราชาทรงทำพระที่นั่งงาช้างขนาดใหญ่ และทรงบุด้วยทองคำบริสุทธิ์
๑๘. พระที่นั่งนั้นมีบันไดหกขั้นกับที่รองพระบาททำด้วยทองคำ ซึ่งติดอยู่กับพระที่นั่ง และสองข้างของพระที่นั่งมีที่วางพระหัตถ์ มีรูปสิงโตสองตัวยืนอยู่ข้างๆ ที่วางพระหัตถ์
๑๙. และมีสิงโตอีกสิบสองตัวยืนอยู่บนข้างบันไดหกขั้นขั้นละสองตัว ไม่มีราชอาณาจักรใดๆ เคยทำสิ่งที่เหมือนอย่างนี้เลย
๒๐. ถ้วยทั้งสิ้นของพระราชาซาโลมอนทำด้วยทองคำ และภาชนะทั้งสิ้นของพระตำหนักพนาเลบานอนทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ เงินนั้นถือว่าเป็นของไม่มีค่าอะไรในสมัยของซาโลมอน
๒๑. เพราะเรือของพระราชาแล่นไปยังทารชิชพร้อมกับข้าราชการของฮีราม กองเรือเมืองทารชิชนำทองคำ เงิน งาช้าง ลิง และนกยูง มาสามปีต่อครั้ง
๒๒. ดังนั้น พระราชาซาโลมอนจึงทรงยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อื่นๆ ในโลกในเรื่องสมบัติและสติปัญญา
๒๓. และพระราชาทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกก็แสวงหาที่จะเข้าเฝ้าซาโลมอน เพื่อจะฟังพระสติปัญญาซึ่งพระเจ้าประทานไว้ในใจของพระองค์
๒๔. ทุกคนนำเครื่องบรรณาการของเขามา คือภาชนะเงินและภาชนะทอง เสื้อผ้า อาวุธ เครื่องเทศ ม้า และล่อ ตามจำนวนกำหนดทุกๆ ปี
๒๕. และซาโลมอนทรงมีคอกสำหรับม้าและรถรบ ๔,๐๐๐ ช่อง และมีทหารม้า ๑๒,๐๐๐ คน ซึ่งพระองค์ทรงให้ประจำในเมืองรถรบและอยู่กับพระราชาที่กรุงเยรูซาเล็ม
๒๖. และพระองค์ทรงครอบครองเหนือพระราชาทั้งหมดตั้งแต่แม่น้ำยูเฟรติสถึงแผ่นดินของคนฟีลิสเตีย และถึงพรมแดนของอียิปต์
๒๗. และพระราชาทรงทำให้เงินในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเหมือนก้อนหิน และทำให้ไม้สนสีดาร์มีมากมายเหมือนต้นมะเดื่อที่เนินเชเฟลาห์
๒๘. และเขานำม้าเข้ามาถวายซาโลมอนจากอียิปต์ และจากดินแดนทุกแห่ง
๒๙. ส่วนพระราชกิจอื่นๆ ของซาโลมอน ตั้งแต่ต้นจนจบได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของนาธันผู้เผยพระวจนะ และในคำเผยพระวจนะของอาหิยาห์ชาวชีโลห์ รวมทั้งในนิมิตของอิดโดผู้ทำนายเกี่ยวกับเยโรโบอัมบุตรเนบัทไม่ใช่หรือ?
๓๐. ซาโลมอนครองราชย์ในกรุงเยรูซาเล็มเหนืออิสราเอลทั้งสิ้น ๔๐ ปี

๒ พงศาวดาร ๑๐:๑-๑๙
๑. เรโหโบอัมได้ไปยังเมืองเชเคม เพราะอิสราเอลทั้งสิ้นได้มายังเชเคมเพื่อจะตั้งพระองค์ให้เป็นกษัตริย์
๒. เมื่อเยโรโบอัมบุตรเนบัททราบเรื่องนี้แล้ว ท่านจึงกลับจากอียิปต์ (ที่เยโรโบอัมต้องอาศัยอยู่ในอียิปต์เพราะท่านหนีจากพระพักตร์พระราชาซาโลมอน)
๓. เขาทั้งหลายก็ใช้คนไปเรียกท่าน และเยโรโบอัมกับอิสราเอลทั้งหมดได้มาทูลเรโหโบอัมว่า
๔. “พระราชบิดาของฝ่าพระบาททำให้แอกของพวกข้าพระบาทหนักนัก เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอทรงลดภาระหนักจากพระราชบิดาของฝ่าพระบาท และทำให้แอกหนักที่พระองค์วางอยู่เหนือพวกข้าพระบาทเบาลงเสีย แล้วพวกข้าพระบาทจะปรนนิบัติฝ่าพระบาท”
๕. พระองค์ตรัสกับเขาว่า “อีกสามวันจงกลับมาหาเรา” ประชาชนจึงกลับไป
๖. แล้วกษัตริย์เรโหโบอัมก็ทรงปรึกษากับบรรดาผู้อาวุโส ผู้ได้ปรนนิบัติซาโลมอนพระราชบิดาของพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ว่า “ท่านทั้งหลายจะแนะนำเราให้ตอบประชาชนนี้อย่างไร?”
๗. เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า “ถ้าฝ่าพระบาททรงเมตตาต่อประชาชนนี้และให้พวกเขาพอใจ และตรัสตอบคำดีแก่พวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเป็นนิตย์”
๘. แต่พระองค์ทรงปฏิเสธคำปรึกษาที่บรรดาผู้อาวุโสถวายนั้น และไปปรึกษากับพวกคนหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ และอยู่ปรนนิบัติพระองค์
๙. และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านจะแนะนำเราอย่างไร เพื่อพวกเราจะตอบประชาชนนี้ผู้ที่ทูลเราว่า ‘ขอทรงทำให้แอกซึ่งพระราชบิดาของพระองค์วางอยู่เหนือพวกข้าพระบาทเบาลง’? ”
๑๐. และคนหนุ่มเหล่านั้นผู้ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ขอฝ่าพระบาทตรัสดังนี้แก่ประชาชนนี้ ผู้ทูลพระองค์ว่า ‘พระราชบิดาของฝ่าพระบาทได้ทรงทำให้แอกของพวกข้าพระบาทหนัก แต่ขอฝ่าพระบาททรงทำให้เบาลง’ นั้น ขอฝ่าพระบาทตรัสแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘นิ้วก้อยของเราก็หนากว่าเอวของพระราชบิดาเรา
๑๑. พระราชบิดาของเราได้วางแอกหนักบนท่านทั้งหลาย ส่วนเราก็จะเพิ่มภาระบนแอกของท่านทั้งหลายอีก พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้ แต่เราจะตีสอนท่านด้วยแมงป่อง’ ”
๑๒. เยโรโบอัมกับประชาชนทั้งหมดจึงเข้ามาเฝ้าเรโหโบอัมในวันที่สาม ดังที่พระราชารับสั่งว่า “จงกลับมาหาเราในวันที่สาม”
๑๓. และพระราชาตรัสตอบเขาทั้งหลายอย่างดุดัน พระองค์ทรงปฏิเสธคำปรึกษาของบรรดาผู้อาวุโส
๑๔. และตรัสกับเขาทั้งหลายตามคำปรึกษาของพวกคนหนุ่มว่า “พระราชบิดาของเราทำแอกของท่านทั้งหลายให้หนัก แต่เราจะเพิ่มภาระบนแอกนั้น พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้ แต่เราจะตีสอนท่านด้วยแมงป่อง”
๑๕. พระราชาจึงไม่ทรงฟังประชาชน เพราะเหตุการณ์นี้เป็นมาจากพระเจ้า เพื่อพระยาห์เวห์จะทรงทำให้พระวจนะของพระองค์ได้สำเร็จ ซึ่งพระองค์ตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์แก่เยโรโบอัมบุตรเนบัท
๑๖. และเมื่ออิสราเอลทั้งสิ้นเห็นว่าพระราชาไม่ทรงฟังเขาทั้งหลาย ประชาชนก็ทูลตอบพระราชาว่า “พวกข้าพระบาทมีส่วนอะไรในดาวิด พวกข้าพระบาทไม่มีมรดกในบุตรเจสซี โอ อิสราเอลเอ๋ย กลับไปบ้านเรือนของท่าน แต่ละคนเถิด ข้าแต่ดาวิด จงดูแลราชวงศ์ของพระองค์เองเถิด” อิสราเอลทั้งสิ้นจึงไปยังบ้านเรือนพวกเขา
๑๗. แต่ประชาชนอิสราเอลผู้อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ของยูดาห์นั้น เรโหโบอัมยังทรงปกครองเหนือพวกเขา
๑๘. แล้วพระราชาเรโหโบอัมทรงใช้ฮาโดรัมผู้ดูแลคนงานโยธาไป และคนอิสราเอลก็เอาหินขว้างท่านถึงตาย แล้วพระราชาเรโหโบอัมก็ทรงรีบขึ้นรถรบหนีไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
๑๙. อิสราเอลจึงกบฏต่อราชวงศ์ของดาวิดจนถึงทุกวันนี้

สดุดี ๘๐:๗-๑๓
๗. ข้าแต่พระเจ้าจอมทัพ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
๘. พระองค์ทรงนำเถาองุ่นออกจากอียิปต์ พระองค์ทรงขับไล่บรรดาประชาชาติออกไป และทรงปลูกเถาองุ่นไว้
๙. พระองค์ทรงปราบดินให้ มันก็หยั่งรากลึก และแผ่เต็มแผ่นดิน
๑๐. ร่มเงาของมันคลุมภูเขา และกิ่งก้านของมันคลุมต้นสนสีดาร์ขนาดใหญ่
๑๑. มันยื่นกิ่งไปถึงทะเล และแขนงไปถึงแม่น้ำยูเฟรติส
๑๒. ไฉนพระองค์จึงทรงพังกำแพงของมันลง? ทำให้ทุกคนที่ผ่านทางเด็ดผลของมัน
๑๓. หมูป่าจากดงมาย่ำยีมัน และสัตว์ในท้องทุ่งกินมันเป็นอาหาร

สุภาษิต ๒๐:๑๖-๑๘
๑๖. จงริบเสื้อผ้าของผู้ที่ค้ำประกันให้คนอื่น และจงยึดมันไว้ เมื่อเขาประกันให้คนต่างด้าว
๑๗. อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะเต็มไปด้วยกรวดทราย
๑๘. แผนงานดำรงอยู่ได้ด้วยคำแนะนำ จงทำสงครามโดยมีการชี้แนะ

กิจการของอัครทูต ๑๔:๑-๒๘
๑. ที่เมืองอิโคนียูม เปาโลกับบารนาบัสเข้าไปในธรรมศาลาของพวกยิวเช่นเคย กล่าวสั่งสอนอย่างจับใจจนพวกยิวและพวกกรีกจำนวนมากเชื่อถือ
๒. แต่พวกยิวที่ไม่เชื่อก็ยุยงพวกต่างชาติให้มีใจคิดร้ายต่อพวกพี่น้อง
๓. ฉะนั้นท่านทั้งสองจึงอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ประกาศด้วยใจกล้าหาญเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์ทรงรับรองคำแห่งพระคุณของพระองค์ โดยทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ด้วยมือของท่านทั้งสอง
๔. แต่ชาวเมืองนั้นแตกเป็นสองพวก พวกหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกยิว และอีกพวกหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกอัครทูต
๕. เมื่อพวกต่างชาติและพวกยิวร่วมกับพวกผู้ปกครองบ้านเมืองคิดจะทำร้ายและเอาก้อนหินขว้างเปาโลกับบารนาบัส
๖. ท่านทั้งสองทราบแล้วจึงหนีไปที่แคว้นลิคาโอเนียไปยังเมืองลิสตรา เมืองเดอร์บี และชนบทรอบๆ
๗. และประกาศข่าวประเสริฐที่นั่น
๘. ที่เมืองลิสตรามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ใช้เท้าไม่ได้ เขาเป็นง่อยตั้งแต่กำเนิด และยังไม่เคยเดินเลย
๙. คนนั้นนั่งฟังเปาโลพูดอยู่ เปาโลจึงจ้องดูเขา เห็นว่ามีความเชื่อพอที่จะได้รับการรักษาโรค
๑๐. จึงร้องสั่งด้วยเสียงดังว่า “จงลุกขึ้นยืนตรง” คนง่อยนั้นก็กระโดดขึ้นและเดินไป
๑๑. เมื่อฝูงชนเห็นสิ่งที่เปาโลทำ จึงพากันร้องเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “พวกพระแปลงเป็นมนุษย์ลงมาหาเราแล้ว”
๑๒. เขาทั้งหลายจึงเรียกบารนาบัสว่า พระซุส และเรียกเปาโลว่า พระเฮอร์เมส เพราะเปาโลเป็นคนพูด
๑๓. ปุโรหิตประจำรูปพระซุสซึ่งตั้งอยู่หน้าเมืองจูงโคและถือพวงมาลัยมายังประตูเมือง เพื่อถวายเครื่องบูชาร่วมกับฝูงชน
๑๔. แต่เมื่ออัครทูตบารนาบัสกับเปาโลได้ยินอย่างนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตนวิ่งเข้าไปท่ามกลางฝูงชนร้องว่า
๑๕. “ท่านทั้งหลาย ทำไมจึงทำเช่นนี้? เราก็เป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกับท่านทั้งหลาย และมาประกาศข่าวประเสริฐให้ท่านหันกลับจากสิ่งไร้ประโยชน์เหล่านี้มาหาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทะเล รวมทั้งสิ่งสารพัดซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น
๑๖. ในยุคก่อนๆ พระองค์ทรงยอมให้ประชาชาติต่างๆ ประพฤติตามทางของพวกเขา
๑๗. แต่พระองค์ไม่ได้ทรงขาดพยานในเรื่องคุณความดี คือทรงให้ฝนตกจากฟ้าและทรงให้เกิดผลตามฤดู ทรงให้พวกท่านอิ่มเอมด้วยอาหารและความชื่นบานในจิตใจ”
๑๘. แม้จะกล่าวคำเหล่านั้นแล้ว อัครทูตก็ยังห้ามฝูงชนในการถวายเครื่องสักการบูชาแก่ท่านทั้งสองได้ยาก
๑๙. แต่มีพวกยิวบางคนมาจากเมืองอันทิโอกและเมืองอิโคนียูม เมื่อชักชวนฝูงชนได้แล้ว พวกเขาก็เอาหินขว้างเปาโลและลากท่านออกไปจากเมือง คิดว่าท่านตายแล้ว
๒๐. แต่พวกสาวกล้อมท่านไว้ แล้วท่านก็ลุกขึ้นเข้าไปในเมือง วันรุ่งขึ้นท่านจึงไปยังเมืองเดอร์บีกับบารนาบัส
๒๑. ท่านทั้งสองประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และนำคนจำนวนมากมาเป็นสาวก แล้วจึงกลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก
๒๒. ท่านทั้งสองทำให้บรรดาสาวกมีจิตใจเข้มแข็งขึ้น และหนุนใจพวกเขาให้ดำรงอยู่ในความเชื่อ โดยกล่าวว่า เราจะต้องทนความยากลำบากหลายอย่างในการเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า
๒๓. เมื่อท่านทั้งสองแต่งตั้งพวกผู้ปกครองในคริสตจักรแต่ละแห่งแล้ว ก็อธิษฐานและถืออดอาหารเพื่อมอบพวกเขาไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่พวกเขาเชื่อถือนั้น
๒๔. ท่านทั้งสองจึงได้ข้ามแคว้นปิสิเดียมายังแคว้นปัมฟีเลีย
๒๕. เมื่อกล่าวพระวจนะของพระเจ้าในเมืองเปอร์กาแล้ว จึงลงไปยังเมืองอัททาลิยา
๒๖. แล้วโดยสารเรือจากที่นั่นไปยังเมืองอันทิโอก คือเมืองที่มอบท่านทั้งสองไว้ในพระคุณของพระเจ้าให้ทำงาน ซึ่งก็ได้ทำสำเร็จแล้วนั้น
๒๗. เมื่อมาถึง ท่านทั้งสองก็เรียกประชุมคริสตจักร และเล่าให้ฟังถึงมหกิจทั้งปวงซึ่งพระเจ้าทรงทำร่วมกับท่านทั้งสอง และเล่าถึงการที่พระองค์ทรงเปิดประตูความเชื่อแก่พวกต่างชาติ
๒๘. แล้วท่านทั้งสองก็อยู่ที่นั่นกับพวกสาวกเป็นเวลานาน