A A A A A

๒ พงศาวดาร ๕:๑-๑๔
๑. บรรดากิจการซึ่งซาโลมอนทรงทำสำหรับพระนิเวศของพระยาห์เวห์ก็สำเร็จดังนี้ แล้วซาโลมอนทรงนำบรรดาสิ่งของที่ดาวิดพระราชบิดาทรงถวายไว้ เข้ามา คือเครื่องเงิน เครื่องทอง และเครื่องใช้ต่างๆ และเก็บไว้ในคลังพระนิเวศของพระเจ้า
๒. แล้วซาโลมอนทรงประชุมพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล และบรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ คือพวกเจ้านายของตระกูลของคนอิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อจะนำหีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ขึ้นมาจากนครดาวิด คือเมืองศิโยน
๓. และผู้ชายทั้งหมดของคนอิสราเอลก็ประชุมกับพระราชา ณ การเลี้ยงในเดือนที่เจ็ด
๔. พวกผู้ใหญ่ทั้งสิ้นของอิสราเอลมา และคนเลวีก็ยกหีบ
๕. และเขาทั้งหลายก็นำหีบ เต็นท์นัดพบและเครื่องใช้บริสุทธิ์ทั้งหมดซึ่งอยู่ในเต็นท์ขึ้นมา ของเหล่านี้บรรดาปุโรหิต และคนเลวีนำขึ้นมา
๖. และพระราชาซาโลมอนกับชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมด ที่ประชุมกันอยู่กับพระองค์ต่อหน้าหีบ ได้ถวายแกะและวัวมากมายจนไม่สามารถนับจำนวนหรือคิดคำนวณได้
๗. แล้วพวกปุโรหิตก็นำหีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์มายังที่ตั้งของหีบ ซึ่งอยู่ในห้องชั้นในของพระนิเวศ คือในอภิสุทธิสถานที่ใต้ปีกเครูบ
๘. เพราะว่าเครูบนั้นกางปีกทั้งคู่ออกเหนือที่ตั้งของหีบ เครูบจึงคลุมอยู่เหนือหีบและไม้คานของหีบ
๙. คานหามนั้นยาวมาก จนมองเห็นปลายคานหามที่ยาวเลยจากหีบได้จากด้านหน้าของห้องชั้นในสุด แต่ไม่อาจมองเห็นจากภายนอก และคานหามก็ยังอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้
๑๐. ภายในหีบไม่มีอะไรนอกจากศิลาสองแผ่นซึ่งโมเสสเก็บไว้ ณ ภูเขาโฮเรบ เมื่อพระยาห์เวห์ทรงทำพันธสัญญากับคนอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์
๑๑. และอยู่มาเมื่อบรรดาปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน (เพราะปุโรหิตทั้งหมดผู้อยู่ที่นั่นได้ชำระตัวเองให้บริสุทธิ์แล้ว และไม่คำนึงถึงเวร)
๑๒. และพวกเลวีที่เป็นนักร้องทั้งหมด ทั้งอาสาฟ เฮมาน และเยดูธูน ทั้งบุตรชายและญาติของพวกเขาต่างแต่งกายด้วยผ้าป่าน มีฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ ยืนอยู่ทางตะวันออกของแท่นบูชา พร้อมกับพวกปุโรหิตที่เป่าแตรหนึ่งร้อยยี่สิบคน
๑๓. พวกคนเป่าแตรและนักร้องแสดงด้วยความพร้อมเพรียงจนได้ยินเป็นเสียงเดียวกัน ในการร้องสรรเสริญและการขอบพระคุณพระยาห์เวห์ และเมื่อพวกเขาร้องขึ้น พร้อมกับแตร ฉาบและเครื่องดนตรีอื่นๆ ในการร้องสรรเสริญพระยาห์เวห์ว่า “เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” แล้วพระนิเวศ คือพระนิเวศของพระยาห์เวห์ก็เต็มไปด้วยเมฆ
๑๔. จนปุโรหิตยืนปรนนิบัติไม่ได้ เพราะเหตุเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระยาห์เวห์เต็มพระนิเวศของพระเจ้า

๒ พงศาวดาร ๖:๑-๔๒
๑. แล้วซาโลมอนตรัสว่า “พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘พระองค์จะประทับในความมืดทึบ’
๒. แต่ข้าพระองค์เองได้สร้างพระนิเวศที่โอ่อ่าตระการตาถวายพระองค์ เป็นสถานที่เพื่อพระองค์จะสถิตอยู่เป็นนิตย์”
๓. แล้วพระราชาทรงหันมา และทรงอวยพรชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมด ขณะที่ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดยืนอยู่
๔. พระองค์ตรัสว่า “สาธุการแด่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทรงสัญญาด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์กับดาวิดพระราชบิดาของข้าพเจ้าให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ พระองค์ตรัสว่า
๕. ‘ตั้งแต่วันที่เรานำประชากรของเราออกจากแผ่นดินอียิปต์ เราไม่ได้เลือกเมืองไหนจากเผ่าใดในอิสราเอลที่จะสร้างนิเวศ เพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น และเราไม่ได้เลือกชายคนไหนให้เป็นเจ้านายเหนืออิสราเอลประชากรของเรา
๖. แต่เราได้เลือกเยรูซาเล็มเพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น และเราได้เลือกดาวิดให้อยู่เหนืออิสราเอลประชากรของเรา’
๗. ดาวิดพระราชบิดาของข้าพเจ้าจึงตั้งพระทัย ที่จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามแห่งพระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล
๘. แต่พระยาห์เวห์ตรัสกับดาวิดพระราชบิดาของข้าพเจ้าว่า ‘ที่เจ้าตั้งใจจะสร้างนิเวศสำหรับนามของเรานั้น เจ้าก็ทำดีอยู่แล้ว ในเรื่องความตั้งใจของเจ้า
๙. อย่างไรก็ตาม เจ้าจะไม่ได้สร้างนิเวศ แต่บุตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะเกิดแก่เจ้าจะสร้างนิเวศ สำหรับนามของเรา’
๑๐. บัดนี้พระยาห์เวห์ทรงให้พระสัญญาของพระองค์ที่ทรงกระทำนั้นสำเร็จ เพราะข้าพเจ้าได้ขึ้นมาแทนดาวิดพระราชบิดาของข้าพเจ้าและนั่งอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล ดังที่พระยาห์เวห์ได้ทรงสัญญาไว้ และข้าพเจ้าได้สร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล
๑๑. ข้าพเจ้าได้วางหีบไว้ที่นั่น พันธสัญญาของพระยาห์เวห์ ซึ่งทรงทำไว้กับคนอิสราเอลอยู่ในหีบนั้น”
๑๒. แล้วซาโลมอนทรงยืนอยู่หน้าแท่นบูชาของพระยาห์เวห์ ต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมด และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออก
๑๓. (เพราะซาโลมอนทรงสร้างแท่นทองสัมฤทธิ์ยาว ๒.๒ เมตร กว้าง ๒.๒ เมตร สูง ๑.๓ เมตร และทรงตั้งไว้กลางลาน พระองค์ทรงยืนอยู่บนแท่นนั้น แล้วพระองค์ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าชุมนุมอิสราเอลทั้งหมด และกางพระหัตถ์ของพระองค์สู่ฟ้าสวรรค์)
๑๔. แล้วพระองค์ทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนเหมือนพระองค์ ทั้งในฟ้าสวรรค์ และบนแผ่นดินโลก พระองค์ทรงรักษาพันธสัญญาและทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ดำเนินอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยสุดใจ
๑๕. พระองค์ทรงรักษาสิ่งที่ทรงสัญญาไว้กับดาวิดพระราชบิดาของข้าพระองค์ผู้รับใช้ของพระองค์ และสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ในวันนี้
๑๖. ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล เพราะฉะนั้นขอทรงรักษาสิ่งที่ทรงสัญญาไว้กับผู้รับใช้ของพระองค์คือดาวิดพระราชบิดาของข้าพระองค์ โดยตรัสว่า ‘ถ้าเพียงแต่ลูกหลานของเจ้าจะรักษาทางของเขาที่จะดำเนินตามบัญญัติของเรา อย่างที่เจ้าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น เจ้าจะไม่ขาดชายที่จะนั่งบนบัลลังก์ของอิสราเอลต่อหน้าเรา’
๑๗. เพราะฉะนั้นข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล ขอให้พระสัญญาที่พระองค์ได้ตรัสกับดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์เป็นจริง”
๑๘. “แต่แท้จริงพระเจ้าจะประทับกับมนุษย์บนแผ่นดินโลกหรือ? ดูสิ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงสุดยังรองรับพระองค์ไว้ไม่ได้ แล้วพระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้น จะรองรับพระองค์ได้อย่างไร
๑๙. แต่ขอพระองค์สนพระทัยในคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และในคำวิงวอนของเขา ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์
๒๐. เพื่อพระเนตรของพระองค์จะทรงเฝ้าดูพระนิเวศนี้ ทั้งวันและคืน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ตรัสว่าจะตั้งพระนามของพระองค์ไว้ที่นั่น เพื่อพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะอธิษฐานต่อสถานที่นี้
๒๑. และขอพระองค์ทรงสดับคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เมื่อเขาทั้งหลายอธิษฐานต่อสถานที่นี้ ขอพระองค์เองทรงสดับจากที่ประทับของพระองค์คือฟ้าสวรรค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้ว ก็ขอทรงอภัย
๒๒. “เมื่อชายคนไหนทำบาปต่อเพื่อนบ้านของเขา และถูกบังคับให้สาบาน และเขามาสาบานต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์ในพระนิเวศนี้
๒๓. ขอพระองค์ทรงสดับจากฟ้าสวรรค์และขอทรงดำเนินการ และขอทรงพิพากษาผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ โดยลงโทษผู้ทำผิด และให้การกระทำของเขาตกบนศีรษะของเขา และตัดสินว่าผู้ชอบธรรมนั้นบริสุทธิ์ โดยให้กับเขาตามความชอบธรรมของเขา
๒๔. “ถ้าอิสราเอลประชากรของพระองค์พ่ายแพ้ต่อศัตรู เพราะได้ทำบาปต่อพระองค์ แล้วพวกเขาหันกลับมาหาพระองค์ และยอมรับพระนามของพระองค์ อธิษฐานและขอพระเมตตาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในพระนิเวศนี้
๒๕. ก็ขอพระองค์ทรงสดับจากฟ้าสวรรค์ และทรงอภัยบาปของอิสราเอลประชากรของพระองค์ และทรงนำเขากลับมายังแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่พวกเขาและบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย
๒๖. “เมื่อฟ้าสวรรค์ปิดอยู่ และไม่มีฝน เพราะเขาทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ แล้วเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อสถานที่นี้ และยอมรับพระนามของพระองค์ และหันกลับจากบาปของเขา เมื่อพระองค์ทรงลงโทษพวกเขา
๒๗. ก็ขอทรงสดับในฟ้าสวรรค์ และทรงอภัยบาปของอิสราเอลซึ่งเป็นผู้รับใช้ และประชากรของพระองค์ แล้วขอทรงสอนทางดีที่ควรจะดำเนินแก่พวกเขา และขอประทานฝนตกบนแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์ประทานให้เป็นมรดกแก่ประชากรของพระองค์
๒๘. “ถ้ามีการกันดารอาหารในแผ่นดิน ถ้ามีโรคระบาด ถ้ามีข้าวลีบ ข้าวขึ้นรา ภัยจากตั๊กแตนปาทังก้า และตั๊กแตนตัวอ่อน ถ้าศัตรูล้อมเมืองใดๆ ของเขาในแผ่นดิน หรือมีภัยพิบัติใดๆ หรือเกิดความเจ็บไข้ใดๆ ก็ดี
๒๙. แล้วหากคนหนึ่งคนใด หรืออิสราเอลประชากรของพระองค์ทั้งหมดที่ตระหนักในภัยพิบัติและความทุกข์ จะอธิษฐานหรือวิงวอนประการใด โดยกางมือของเขาสู่พระนิเวศนี้
๓๐. ขอพระองค์ทรงสดับจากฟ้าสวรรค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงอภัย แล้วประทานแก่แต่ละคน ตามการประพฤติทั้งสิ้นของเขา (ด้วยพระองค์ทรงทราบจิตใจ เพราะพระองค์เท่านั้นทรงทราบจิตใจของมนุษย์)
๓๑. เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ยำเกรงพระองค์ และดำเนินในพระมรรคาของพระองค์ตลอดวันเวลาที่มีชีวิตบนแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์
๓๒. “ยิ่งกว่านั้นอีก เกี่ยวกับคนต่างด้าว ผู้ซึ่งไม่ใช่อิสราเอลประชากรของพระองค์ เขามาจากแดนไกล เนื่องจากพระนามยิ่งใหญ่ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และพระกรที่เหยียดออกของพระองค์ เมื่อเขามาอธิษฐานต่อพระนิเวศนี้
๓๓. ขอพระองค์ทรงสดับจากฟ้าสวรรค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงทำตามทุกสิ่งซึ่งคนต่างด้าวได้ทูลขอต่อพระองค์ เพื่อชนทุกชาติแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ และยำเกรงพระองค์ เหมือนอย่างอิสราเอลประชากรของพระองค์ และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่าพระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้ เขาเรียกกันด้วยพระนามของพระองค์
๓๔. “ถ้าประชากรของพระองค์ออกไปต่อสู้กับศัตรูของเขา โดยทางใดๆ ที่พระองค์ทรงใช้เขาออกไปก็ตาม และเขาทั้งหลายได้อธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อเมืองนี้ซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศที่ข้าพระองค์ได้สร้างเพื่อพระนามของพระองค์
๓๕. แล้วขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐาน และคำวิงวอนของเขาจากฟ้าสวรรค์ และขอประทานความยุติธรรมแก่พวกเขา
๓๖. “ถ้าเขาทั้งหลายทำบาปต่อพระองค์ (เพราะไม่มีมนุษย์คนใดไม่ได้ทำบาป) และพระองค์กริ้วพวกเขา และทรงมอบเขาไว้กับศัตรูผู้จับเขาไปเป็นเชลยยังแผ่นดินหนึ่งไม่ว่าใกล้หรือไกล
๓๗. แต่ถ้าเขาสำนึกผิดในแผ่นดินที่เขาถูกจับไปเป็นเชลยและได้กลับใจ แล้วได้วิงวอนต่อพระองค์ในแผ่นดินที่เขาไปเป็นเชลย ทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ประพฤติชั่วร้ายและได้ทำการอธรรม’
๓๘. ถ้าเขาทั้งหลายกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของเขา ในแผ่นดินที่เขาไปเป็นเชลย ที่ซึ่งพวกเขาถูกจับไปเป็นเชลย และอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย คือเมืองซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และพระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์
๓๙. ขอพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานและคำวิงวอนของพวกเขาจากฟ้าสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์และขอประทานความยุติธรรมแก่พวกเขา และขอทรงอภัยให้ประชากรของพระองค์ผู้ทำบาปต่อพระองค์
๔๐. ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ บัดนี้ขอพระเนตรของพระองค์ทรงเฝ้าดูอยู่และขอพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอธิษฐานแห่งสถานที่นี้
๔๑. “ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้า ขอทรงลุกขึ้น เสด็จไปยังที่พำนักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบแห่งฤทธานุภาพของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้า ขอให้ปุโรหิตของพระองค์ รับ ความรอด และให้ธรรมิกชนของพระองค์เปรมปรีดิ์ในความประเสริฐของพระองค์
๔๒. ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้า ขออย่าเมินพระพักตร์จากผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้นั้น ขอทรงระลึกถึงความรักมั่นคงต่อดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์”

สดุดี ๗๙:๑๑-๑๓
๑๑. ขอให้เสียงคร่ำครวญของเชลยมาอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอทรงละเว้นคนเหล่านั้นที่ต้องถึงตาย
๑๒. ข้าแต่องค์เจ้านาย ขอทรงตอบแทนเพื่อนบ้านของข้าพระองค์สักเจ็ดเท่า ที่อกของพวกเขา สำหรับการที่เขาเยาะเย้ยพระองค์
๑๓. แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายผู้เป็นประชากรของพระองค์ เป็นฝูงแพะแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ จะขอบพระคุณพระองค์เป็นนิตย์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ทุกชั่วชาติพันธุ์

สุภาษิต ๒๐:๑๓-๑๔
๑๓. อย่ารักการนอน เกรงว่าเจ้าจะยากจน จงลืมตาของเจ้า แล้วเจ้าจะได้กินอิ่ม
๑๔. ผู้ซื้อพูดว่า “ของไม่ดี ของไม่ดี” แต่เมื่อเขาไปแล้วเขาจึงอวด

กิจการของอัครทูต ๑๓:๑-๒๕
๑. เวลานั้นคริสตจักรที่อยู่ในเมืองอันทิโอกมีบางคนที่เป็นผู้เผยพระวจนะและอาจารย์ คือบารนาบัส สิเมโอนที่เรียกว่านิเกอร์ ลูสิอัสชาวเมืองไซรีน มานาเอนผู้ได้รับการเลี้ยงดูเติบโตขึ้นด้วยกันกับเฮโรดเจ้าเมือง และเซาโล
๒. ระหว่างที่เขาทั้งหลายกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหารอยู่นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสสั่งว่า “จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับงานที่เราเรียกให้พวกเขาทำนั้น”
๓. หลังจากถืออดอาหารและอธิษฐานแล้ว เขาทั้งหลายวางมือบนตัวบารนาบัสกับเซาโล แล้วส่งท่านทั้งสองไป
๔. เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ เพราะฉะนั้นท่านทั้งสองจึงลงไปที่เมืองเซลูเคีย และโดยสารเรือจากที่นั่นไปยังเกาะไซปรัส
๕. เมื่อมาถึงเมืองซาลามิส พวกท่านประกาศพระวจนะของพระเจ้าในธรรมศาลาของพวกยิว ยอห์นก็อยู่ช่วยด้วย
๖. เมื่อเดินไปทั่วเกาะจนมาถึงเมืองปาโฟสแล้ว ก็พบชาวยิวคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเล่นคาถาอาคมและเป็นผู้ทำนายเท็จชื่อ บารเยซู
๗. อยู่กับผู้สำเร็จราชการชื่อเสอร์จีอัส เปาลุส ซึ่งเป็นคนฉลาดรอบรู้ ท่านเชิญบารนาบัสกับเซาโลมาเพื่อจะฟังพระวจนะของพระเจ้า
๘. แต่เอลีมาสนักเล่นคาถาอาคม (เพราะชื่อของเขามีความหมายอย่างนั้น) ต่อต้านบารนาบัสกับเซาโล พยายามจะไม่ให้ผู้สำเร็จราชการเชื่อ
๙. แต่เซาโลที่มีอีกชื่อว่าเปาโลเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จ้องดูเอลีมาส
๑๐. แล้วพูดว่า “เจ้าเป็นคนเต็มด้วยอุบายและสิ่งเลวร้ายทุกอย่าง เป็นลูกของมารร้าย เป็นศัตรูต่อบรรดาความชอบธรรม เจ้าจะไม่หยุดความพยายามทำทางตรงของพระเจ้าให้เขวไปหรือ?
๑๑. บัดนี้จงฟัง พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษเจ้า เจ้าจะเป็นคนตาบอดไม่เห็นดวงอาทิตย์ไปชั่วระยะหนึ่ง” ทันใดนั้นความมืดมัวก็เกิดกับเอลีมาส เอลีมาสจึงคลำหาคนให้จูงมือไป
๑๒. เมื่อผู้สำเร็จราชการเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็เชื่อ เพราะอัศจรรย์ใจในคำสอนเรื่ององค์พระผู้เป็นเจ้า
๑๓. แล้วเปาโลกับพวกของท่านแล่นเรือออกจากเมืองปาโฟสไปยังเมืองเปอร์กาในแคว้นปัมฟีเลีย และยอห์นผละจากพวกเขาและกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
๑๔. แต่พวกเขาเดินทางต่อไปจากเมืองเปอร์กาถึงเมืองอันทิโอกในแคว้นปิสิเดีย แล้วเข้าไปนั่งในธรรมศาลาในวันสะบาโต
๑๕. เมื่ออ่านธรรมบัญญัติกับคำของพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว บรรดานายธรรมศาลาจึงส่งคนไปบอกบารนาบัสกับเปาโลว่า “พี่น้องเอ๋ย ถ้าพวกท่านมีคำหนุนใจที่จะให้กับคนทั้งปวง ก็เชิญกล่าวเถิด”
๑๖. เปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายผู้เป็นชนชาติอิสราเอล และท่านทั้งหลายผู้เกรงกลัวพระเจ้า จงฟังเถิด
๑๗. พระเจ้าของชนชาติอิสราเอลนี้ทรงเลือกบรรดาบรรพบุรุษของเราไว้ และให้เขาทั้งหลายเจริญขึ้นครั้งเมื่อยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ และทรงนำพวกเขาออกจากประเทศนั้นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์
๑๘. พระองค์ทรงอดทนต่อความประพฤติของพวกเขาในถิ่นทุรกันดารประมาณสี่สิบปี
๑๙. เมื่อพระองค์ทรงทำลายชนเจ็ดชาติออกจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ก็ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติเหล่านั้นประทานแก่บรรพบุรุษของเราเป็นมรดก
๒๐. รวมเวลาทั้งหมดประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี ภายหลังพระองค์ประทานผู้วินิจฉัยทั้งหลาย แก่พวกเขาจนถึงสมัยของซามูเอลผู้เผยพระวจนะ
๒๑. เวลานั้นพวกเขาขอให้มีกษัตริย์ พระเจ้าจึงทรงให้ซาอูลบุตรคีชจากเผ่าเบนยามิน เป็นกษัตริย์อยู่สี่สิบปี
๒๒. เมื่อทรงถอดซาอูลแล้ว พระองค์ทรงตั้งดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขา และทรงเป็นพยานกล่าวถึงดาวิดดังนี้ ‘เราพบว่าดาวิดบุตรของเจสซีเป็นคนที่ใจเราชื่นชอบ เป็นคนที่จะทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทุกประการ’
๒๓. และจากเชื้อสายของดาวิดนี้ พระเจ้าประทานผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูผู้ทรงบังเกิดมาเพื่อชนชาติอิสราเอลตามพระสัญญาของพระองค์
๒๔. ก่อนพระเยซูเสด็จมา ยอห์นก็ได้ประกาศถึงบัพติศมาที่แสดงถึงการกลับใจใหม่ ต่อประชาชนอิสราเอลทั้งหมดแล้ว
๒๕. และเมื่อยอห์นทำงานใกล้จะเสร็จ ท่านกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายคิดว่าข้าพเจ้าเป็นใคร? ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้นั้น แต่นี่แน่ะ จะมีผู้หนึ่งมาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะแก้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์’